เครดิตบูโร คืออะไร? เช็คเครดิตบูโรอย่างไร ติดแล้วแก้ได้ไหม ครบจบในบทความเดียว
คำแนะนำเกี่ยวกับเงินเดือน

เครดิตบูโร คืออะไร? เช็คเครดิตบูโรอย่างไร ติดแล้วแก้ได้ไหม ครบจบในบทความเดียว

Joy writer
11 เมษายน 2569
4 นาทีในการอ่าน
72 ครั้ง
เครดิตบูโร แก้ไขคำว่า เช็ก

ในยุคปัจจุบันนี้ เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็ต้องมีช่วงชีวิตที่การเงินติดขัดกันบ้าง ส่วนใครที่หมุนเงินไม่ทันจนกระทั่งถึงขั้นต้องติด เครดิตบูโร อย่าเพิ่งกังวลใจไป สำหรับบทความนี้ Rongram Job จะขอนำพาทุกท่านไปทำความรู้จักว่าการติดเครดิตบูโรค คืออะไร? หากติดเครดิตบูโรแล้วจะขอสินเชื่อได้ไหม เนื่องจากบางคนติดเครดิตบูโรมาแล้ว 10 ปี หรือบางคนอาจจะเคยติดเครดิตบูโรแต่ปิดบัญชีไปแล้วแบบนี้จะเป็นอะไรไหม? พร้อมแชร์วิธีเช็คเครดิตบูโรและวิธีแก้เครดิตบูโรที่เสียให้กลับมาเป็นปกติ เพื่อให้ทุกท่านได้สบายใจและหายห่วงผ่านทุก ๆ การใช้จ่าย

มาทำความเข้าใจกันก่อน เครดิตบูโร คืออะไรกันแน่?

เครดิตบูโร หรือ Credit Bureau คือ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือนับได้ว่าเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลสินเชื่อพร้อมทั้งประวัติในการชำระหนี้ทุกชนิดทุกประเภท ทั้งในของบุคคลและนิติบุคคลจากสถาบันการเงินและบริษัทนับได้ว่าเป็นสมาชิก

สำหรับประชาชนโดยทั่วไป สามารถตรวจสอบสุขภาพทางการเงินของตนเองได้ผ่านหลายช่องทางด้ายกัน ทั้งโมบายแอปพลิเคชันต่าง ๆ , ศูนย์ตรวจเครดิตบูโรค, ธนาคารออนไลน์, เคาน์เตอร์ธนาคาร, ตู้ ATM หรือแม้กระทั่งที่ทำการไปรษณีย์ที่เปิดให้บริการ โดยสามารถตรวจสอบกันได้ทุกปีเหมือนกับการตรวจสุขภาพประจำปีเลยก็ว่าได้ เพื่อเป็นการค้นหาและแก้ไขความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีนั่นเอง

สาเหตุที่ทำให้ติด เครดิตบูโร

การติด เครดิตบูโร นั้น นับได้ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการอยากจะขอสินเชื่อ โดยเฉพาะการกู้ซื้อบ้าน, การค้างชำระเกิน 30 วัน มักจะถูกรายงานไปที่บริษัทข้อมูลเครดิต แต่จะถือได้ว่าติด เครดิตบูโร ก็ต่อเมื่อค้างชำระเกิน 90 วัน ทั้งนี้ระยะเวลาที่ข้อมูลปรากฏภายในรายงานเครดิตบูโรจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่ 

1. หนี้เสีย หรือ NPL ที่ชำระไว้แล้ว จะคงอยู่ 5 ปี นับจากวันที่ได้ชำระอย่างครบถ้วน

2. หนี้เสียที่ยังไม่ชำระ จะคงอยู่ 7 ปีนับจากวันที่สิ้นสุดสัญญา

การเช็คเครดิตบูโร สำคัญอย่างไร ทำไมต้องเช็กเครดิตบูโร?

การเช็ค เครดิตบูโร อย่างเป็นประจำนั้นนับได้ว่ามีประโยชน์อย่างมาก ไม่ใช่แค่เพื่อรู้คะแนนเครดิตของตนเองเท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลอื่น ๆ ที่สำคัญ ดังต่อไปนี้

1. เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

ในบางครั้งอาจจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นสำหรับการบันทึกข้อมูล การเช็ค เครดิตบูโร จะช่วยให้คุณได้ตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้องได้ทันท่วงที

2. ได้รับรู้สถานะทางการเงินของตนเอง

การเช็ค เครดิตบูโร จะช่วยให้คุณได้เห็นภาพรวมของภาระหนี้สินต่าง ๆ ที่คุณมี พร้อมทั้งพฤติกรรมในการชำระหนี้สินของตนเอง ทำให้สามารถวางแผนการเงินในอนาคตอันใกล้ได้ดียิ่งขึ้น

3. ได้เตรียมพร้อมสำหรับการขอสินเชื่อ

หากคุณวางแผนจะขอสินเชื่อในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการกู้ซื้อรถ ซื้อบ้าน หรือแม้กระทั่งการทำบัตรเครดิต ทั้งนี้แม้จะมีการชำระหนี้ทั้งหมดแล้ว แต่ข้อมูลภายในระบบอาจจะยังไม่ได้มีการอัปเดตสถานะยอดหนี้ให้เป็น 0 จึงควรตรวจเช็คเครดิตบูโรก่อน ซึ่งการรู้คะแนนเครดิตของตนเองแบบล่วงหน้า จะช่วยให้คุณสามารถเตรียมตัวพร้อมทั้งปรับปรุงคะแนนเครดิตของตนเองให้ดียิ่งขึ้นก่อนที่จะยื่นขอสินเชื่อ เพราะการยื่นสินเชื่อในแต่ละครั้ง หากยื่นแล้วไม่ผ่านต้องรอสักพักถึงจะยื่นได้อีกครั้ง

4. เพื่อป้องกันการฉ้อโกงทางด้านการเงิน

การเช็ค เครดิตบูโร อย่างเป็นประจำจะช่วยให้คุณสามารถตรวจพบธุรกรรมที่ผิดปกติ หรือการใช้ข้อมูลส่วนตัวของคุณในทางที่ผิดได้อย่างรวดเร็ว

5. ช่วยเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน

เมื่อคุณได้รับรู้ถึงคะแนนเครดิตของตนเองในปัจจุบัน จะเพิ่มโอกาสในการยื่นขอสินเชื่อกับทางสถาบันการเงินได้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงอาจจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าอีกด้วย

ไขกระจ่าง! ติดแบล็คลิสต์บูโร VS ติดเครดิตบูโร

เชื่อว่ายังคงมีอีกหลายคนที่สงสัยเรื่องการติดแบล็คลิสต์บูโรว่าคืออะไรกันแน่ และการติดแบล็คลิสต์บูโรมีจริงไหม? โดยทางเราขอสรุปสั้น ๆ ดังต่อไปนี้

“ติดแบล็กลิสต์บูโร” คือ การถูกสถาบันการเงินต่าง ๆ ห้ามทำธุรกรรมทางการเงิน อย่างเช่น การขอสินเชื่อ การเปิดบัตรเครดิต เป็นต้น ซึ่งมักจะเกิดจากการผิดนัดชำระหนี้

“ติดเครติดบูโร” คือ การมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดี ซึ่งได้ถูกบันทึกเอาไว้ที่บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ โดยข้อมูลนี้มักจะถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อโดยสถาบันการเงินต่าง ๆ นั่นเอง

โดยเรื่องนี้ทาง บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ได้กล่าวไว้ว่า แบล็คลิสต์นั้นนับได้ว่าไม่มีอยู่จริง และทาง เครดิตบูโร มีหน้าที่แค่รวบรวมข้อมูลเครดิตของลูกหนี้พร้อมทั้งพฤติกรรมการชำระหนี้ของลูกหนี้เท่านั้น  เพราะฉะนั้น การกู้สินเชื้อแล้วพบว่าไม่ผ่าน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการติดแบล็คลิสต์บูโร แต่อาจจะเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ เสียมากกว่า อย่างเช่น รายได้ต่ำกว่าที่กำหนด, ข้อมูลเครดิตไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ทางธนาคารได้กำหนดไว้ หรือ พฤติกรรมการชำระหนี้ที่ไม่ดี เป็นต้น ซึ่งการติดแบล็คลิสต์บูโรเปรียบเสมือนเป็นคำนิยามของผู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีเสียมากกว่า

รวมสถานะเครดิตบูโรที่ควรรู้

สำหรับ เครดิตบูโร ที่ดีจะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะได้รับอนุมัติสินเชื่อพร้อมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ซึ่งจะส่งผลให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว การรักษาเครดิตบูโรให้ดีนั้น สามารถทำได้โดยการชำระหนี้ทุกอย่างให้ตรงเวลาและไม่ก่อหนี้จนเกินตัว โดยสถานะเครดิตบูโรสามารถแบ่งออกได้หลายระดับ ดังต่อไปนี้

สถานะปกติ

  • 010/10  คือ สถานะปกติ

  • 011/11 คือ ชำระหนี้ครบตามจำนวน

  • 012/12 คือ พักชำระหนี้ตามนโยบายสมาชิก

  • 013/13 คือ พักชำระหนี้ตามนโยบายรัฐ

  • 014/14 คือ พักชำระหนี้เกษตรกรตามนโยบายรัฐ

สถานะค้างชำระ

  • 020/20 คือ ค้างชำระเกิน 90 วัน

  • 021/21 คือ ค้างชำระเกิน 90 วันจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติ

สถานะทางกฎหมาย

  • 030/30 คือ อยู่ในกระบวนการทางกฎหมายโดยตรง

  • 031/31 คือ ชำระหนี้ตามคำพิพากษา

  • 032/32 คือ ศาลพิพากษายกฟ้อง

  • 033/33 คือ ปิดบัญชีจากการตัดหนี้สูญ

สถานะอื่น ๆ

  • 040/40 คือ อยู่ระหว่างชำระสินเชื่อเพื่อปิดบัญชีล

  • 041/41 คือ เจ้าของข้อมูลขอตรวจสอบล

  • 042/42 คือ ทำการโอนหรือขายหนี้ค้างเกิน 90 วัน

  • 043/43 คือ ทำการโอนหรือขายหนี้พร้อมชำระเสร็จสิ้น

  • 044/44 คือ โอนหรือขายหนี้สถานะปกติ

ควรตรวจเช็คเครดิตบูโรเมื่อไหร่?

เมื่อต้องการตรวจสอบความถูกต้องของการชำระสินเชื่อ

การตรวจเช็คเครดิตบูโรอย่างเป็นประจำจะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการชำระเงินได้ และยังสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้แบบทันท่วงทีเมื่อพบว่าไม่ถูกต้อง อย่างเช่น มีการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ผิดพลาด หรือมีรายการที่ไม่เกิดจากการทำธุรกรรมของคุณโดยตรง เป็นต้น

เมื่อต้องการวางแผนทางด้านการเงิน

ก่อนที่จะตัดสินใจขอสินเชื่อใหม่ การตรวจเครดิตบูโรจะช่วยให้คุณทราบถึงภาระหนี้ทั้งหมดที่คุณมีอยู่ และยังสามารถวางแผนการเงินได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย อย่างเช่น การคำนวณความสามารถในการผ่อนชำระ, การจัดการหนี้เดิมที่มีอยู่ให้ดีขึ้นก่อนที่จะสร้างหนี้ใหม่ เป็นต้น

เมื่อต้องการตรวจสอบโอกาสผ่านการพิจารณาขอสินเชื่อ

การตรวจเช็คเครดิตบูโรก่อนที่จะยื่นขอสินเชื่อนั้น จะส่งผลทำให้คุณได้ประเมินโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อ และได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือปรับปรุงประวัติเครดิตให้ดีขึ้นก่อนที่จะยื่นขอสินเชื่อนั่นเอง

เช็คก่อนย่อมได้เปรียบ! รวมวิธีเช็กเครดิตบูโรหรือเช็กแบล็คลิสต์ที่ควรรู้!

เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาไปแบบก้าวกระโดด สำหรับท่านใดที่ต้องการอยากจะเช็ค เครดิตบูโร หรือ เช็กแบล็คลิสต์ สามารถทำได้ง่าย ๆ และมีวิธีหลากหลายวิธีด้วยกัน โดยที่ทุกท่านสามารถเลือกตามความสะดวกได้เลย ส่วนจะมีช่องทางไหนบ้างนั้น ไปติดตามกันได้เลยค่ะ  

เช็คที่ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร

ตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 ตามมาตรา 25 กำหนดให้ผู้ที่มีสิทธิสามารถตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตนเองได้ที่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด โดยทางศูนย์ตรวจ เครดิตบูโร มีดังต่อไปนี้

1. ศูนย์ตรวจเครดิตบูโต อาคารเดอะไนน์ ทาวเวอร์ส แกรนด์ พระราม9 ชั้น 2 หรือ โซนพลาซ่า

ที่นี่เปิดให้บริการเช็คผลรายงานข้อมูลเครดิต ทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาและมอบอำนาจ และเครดิตสกอริ่งทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาและมอบอำนาจ และสำหรับนิติบุคคล สามารถทำได้โดยนิติบุคคลและมอบอำนาจ รวมไปถึงชาติต่างชาติด้วย 

เวลาเปิด - ปิด : 09.00 – 16.30 น. หยุดเสาร์และอาทิตย์

2. ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร สถานีไฟฟ้าบีทีเอช ศาลาแดง

ที่นี่ให้บริการเช็คผลรายงานข้อมูลเครดิต ทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาและมอบอำนาจ รวมไปถึงเครดิตสกอริ่ง บุคคลธรรมดา และชาวต่างชาติด้วย

เวลาเปิด - ปิด : 09.00-18.00 น. หยุดเสาร์และอาทิตย์

3. ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ห้างเจ เวนิว นวนคร ชั้น 1

เปิดให้บริการตรวจเช็คผลรายงานข้อมูลเครดิต ทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาของตนเองและมอบอำนาจ และเครดิตสกอริ่ง บุคคลธรรมดา สำหรับนิติบุคคลและชาวต่างชาติด้วย

เวลาเปิด - ปิด : 08.00 – 21.00 น.

การเช็คเครดิตบูโรที่ธนาคาร

ในส่วนของการเช็ค เครดิตบูโร ที่ธนาคารนั้น ทางเจ้าของข้อมูลจะต้องไปยื่นคำร้องด้วยตนเอง แล้วทางธนาคารจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ เครดิตบูโร ในการตรวจสอบข้อมูลให้ หลังจากนั้นจะส่งข้อมูลเครดิตให้แก่ผู้ร้องขอผ่านทางไปรษณีย์ภายใน 1 สัปดาห์นับจากวันที่ยื่น สามารถทำได้โดยติดต่อผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ขั้นตอนในการยื่นคำขอตรวจสอบข้อมูล เครดิตบูโร ที่ธนาคาร

  • กรอกแบบฟอร์มเพื่อขอตรวจสอบข้อมูลเครดิต พร้อมลงลายมือชื่อและแนบหลักฐาน

  • ยื่นเอกสารต่าง ๆ ให้เรียบร้อย หลังจากนั้นให้คุณชำระค่าธรรมเนียมกับเจ้าหน้าที่ของธนาคาร

  • ค่าบริการขอรายงานข้อมูลเครดิตอยู่ที่ 150 บาท ส่วนรายงานข้อมูลเครดิตและเครดิตสกอริ่งอยู่ที่ 200 บาท

  • ทางธนาคารจะออกใบเสร็จการชำระเงินให้กับคุณ พร้อมทั้งค่าจัดส่งเอกสารที่ให้ไว้เป็นหลักฐาน

  • เครดิตบูโร จะส่งข้อมูลไปให้คุณภายใน 7 วันทำการ นับจากวันที่คุณได้ยื่นขอ

การเช็คเครดิตบูโรที่ไปรษณีย์

ต่อมาคือการเช็ค เครดิตบูโร ที่ไปรษณีย์ ซึ่งคุณสามารถติดต่อเพื่อขอทำรายการได้ที่เคาน์เตอร์ไปรษณีย์หรือที่ทำการไปรษณีย์สาขาใกล้บ้านทั่วประเทศ ซึ่งวิธีนี้จะทำได้เฉพาะบุคคลธรรมดาเท่านั้น และนับได้ว่าเป็นวิธีที่สะดวกสบายเป็นอย่างมาก

ขั้นตอนในการยื่นคำร้องขอตรวจสอบ เครดิตบูโร ที่ไปรษณีย์ไทย

  1. ไปที่เคาน์เตอร์ไปรษณีย์หรือที่ทำการไปรษณีย์ไทยที่คุณสะดวกที่สุด

  2. ให้คุณยื่นบัตรประชาชนเพื่อที่จะขอตรวจ เครดิตบูโร

  3. ชำระเงินค่าบริการจำนวน 150 บาท

  4. รอรับข้อมูลเครดิตได้ทางไปรษณีย์ภายใน 7 วันทำการ นับจากวันที่คุณได้ยื่นคำร้อง

การเช็คเครดิตบูโรที่ตู้คีออส

สำหรับท่านใดที่ต้องเดินทางไปทำงานแล้วไม่มีเวลาที่จะเดินทางไปติดต่อเพื่อยื่นคำร้องขอตรวจสอบ เครดิตบูโร ด้วยตนเอง เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น คุณสามารถยื่นคำขอที่ตู้คีออสตามพิกัดต่าง ๆ ได้ดังนี้

  1. อาคารเดอะไนน์ ทาวเวอร์ส แกรนด์ พระราม9 - ตรงบริเวณชั้น 2 โซนพลาซ่า ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT พระราม9 และอยู่ทางด้านหลังห้างเซ็นทรัล พระราม9

  2. อาคารเพิร์ล แบงก์ค็อก  - บริเวณชั้น3 ตรงสถานีรถไฟฟ้า BTS สถานีอารีย์ ทางออก1

  3. ห้างเจ-เวนิว นวนคร  - ตรงบริเวณชั้น1

  4. สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สถานีกลางบางซื่อ -  ตรงบริเวณด้านหลังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ประตูทางเข้า1 จุดที่ติดตั้งนาฬิกาประจำสถานีหรือนาฬิกาหน้าปัดหมายเลข 9

  5. ธนาคารเกียรตินาคินภัทร สำนักงานใหญ่  อาคารเคเคพีทาวเวอร์ -  ตรงบริเวณชั้น1 ใกล้กับประตูทางเข้าของอาคาร

  6. อาคารสาธรนครทาวเวอร์ - ตรงบริเวณชั้น1 โซนตู้ ATM  สถานีรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรี ทางออก2

  7. ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย อาคาร A  - ตรงบริเวณชั้น2 โถงต้อนรับ เยื้องกับจุดสอบถาม

การเช็คเครดิตบูโรผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร

นอกจากเดินทางไปเช็ค เครดิตบูโร ที่ธนาคารโดยตรงแล้ว วันนี้ทุกท่านสามารถเช็กผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารต่าง ๆ ได้เช่นกัน โดยจะมีการส่งรายงานผลมาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ NCE e-Credit Report ที่สะดวกสบายและรวดเร็ว ดังนี้

  1. Bureau OK : สามารถรับผลการตรวจสอบได้ทันที

  2. Bualuang mBanking ธนาคารกรุงเทพ :  สามารถรับผลการตรวจสอบได้ทันที

  3. KKP Mobile ธนาคารเกียรตินาคินภัทร : สามารถรับผลการตรวจสอบได้ทันทีเช่นกัน

  4. MyMo ธนาคารออมสิน  :  สามารถรับผลการตรวจสอบภายใน 24 ชั่วโมง

  5. Krungthai NEXT ธนาคารกรุงไทย :  สามารถรับผลการตรวจสอบภายใน 24 ชั่วโมง

  6. ttb touch  ธนาคารทีทีบี : สามารถรอผลการตรวจสอบภายใน 3 วันทำการ

  7. Flash Express หรือ Flash Money :  สามารถรับผลการตรวจสอบภายใน 24 ชั่วโมง

  8. BAAC Mobile ธ.ก.ส. :  สามารถรอผลการตรวจสอบภายใน 3 วันทำการ

  9. SME D Bank ธพว. : สามารถรอผลการตรวจสอบได้ภายใน 3 วันทำการ

  10. แอปเป๋าตัง :  สามารถรับผลการตรวจสอบภายใน 24 ชั่วโมง

การเช็คเครดิตบูโรผ่านแอปทางรัฐ

ปัจจุบันแอปพลิเคชันทางรัฐ ได้ถูกพัฒนาโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล องค์การมหาชน สพร. ซึ่งนับได้ว่าเป็นบริการที่เกิดจากความร่วมมือของหลาย ๆ หน่วยงาน ที่ได้มีการรวบรวมบริการของภาครัฐที่สำคัญมาไว้ภายในแอปพลิชันเดียว โดยแอปพลิเคชันนี้จะมีจุดเด่นตรงที่ สามารถเช็คเครดิตบูโรฟรีและนับได้ว่าเป็นแอพเช็คเครดิตบูโรฟรี โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดแอปทางรัฐได้ทั้งระบบ iOS และ Android หลังจากที่ได้ติดตั้งพร้อมทั้งลงทะเบียนแล้ว สามารถเข้าใช้บริการเพื่อตรวจสอบ เครดิตบูโร ได้ทันทีที่เมนู “ตรวจสอบเครดิตบูโร”

เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียม ก่อนทำการเช็คเครดิตบูโร

ไม่ว่าคุณจะเลือกเช็ค เครดิตบูโร ที่ธนาคาร ไปรษณีย์ หรือเช็กด้วยตนเองผ่านทางออนไลน์ คุณจำเป็นจะต้องเตรียมเอกสารต่าง ๆ ให้พร้อม ดังต่อไปนี้

1. สำหรับบุคคลสัญชาติไทย

  • ใช้บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง หรือบัตรอื่น ๆ ที่ทางหน่วยงานราชการได้ทำการออกให้ เพื่อที่จะแสดงเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน

2. สำหรับบุคคลต่างด้าว

  • ใช้หนังสือเดินทางตัวจริง หรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่ตัวจริงเท่านั้น

3. ในกรณีมอบอำนาจเพื่อให้ผู้อื่นทำการตรวจสอบเครดิตบูโรให้

  • หนังสือมอบอำนาจบุคคลธรรมดา ควรกรอกรายละเอียดและลงนามให้ครบถ้วน

  • สำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจโดยตรง ควรเซ็นรับรองสำเนาพร้อมทั้งแสดงบัตรประชาชนตัวจริง

  • สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ ควรเซ็นรับรองสำเนา พร้อมแสดงบัตรประชาชนตัวจริง

ตรวจสอบเครดิตบูโรอย่างไร ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสกู้สินเชื่อผ่าน

ทางเราขอแนะนำให้คุณเช็ค เครดิตบูโร อย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะตรวจสอบความถูกต้องขอข้อมูลต่าง ๆ และคอยติดตามสถานะทางการเงินของตัวคุณเอง หากพบว่าข้อมูลต่าง ๆ ไม่ถูกต้อง ให้รีบดำเนินการแก้ไขทันที

วิธีติดต่อสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเมื่อพบว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง

  1. ติดต่อสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะแจ้งข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

  2. ทำการยื่นคำร้องขอแก้ไขข้อมูลต่าง ๆ ผ่าน เครดิตบูโร โดยตรง

  3. คอยติดตามผลการแก้ไข และตรวจสอบรายงานเครดิตอีกครั้งหลังจากที่ทำการแก้ไขแล้ว

การเช็คข้อมูลเครดิตของคุณเองนั้น ไม่ว่าคุณจะตรวจกี่ครั้งก็ไม่มีผลต่อการพิจารณาในการขอสินเชื่อของทางสถาบันการเงิน เนื่องจากเป็นสิทธิพื้นฐานในการเข้าถึงข้อมูลเครดิตของคุณเอง

วิธีวางแผนสินเชื่อให้ไม่ติดเครดิตบูโรหรือแบล็กลิสต์

  • ควรเลือกใช้บัตรเครดิตและสินเชื่ออย่างมีวินัยเท่านั้น

  • ไม่ควรจ่ายขั้นต่ำ แต่ควรจ่ายแบบเต็มจำนวน เพื่อที่จะลดภาระดอกเบี้ย

  • หากเริ่มมีปัญหาการชำระหนี้ ให้รีบติดต่อธนาคารเพื่อที่ขอปรับโครงสร้างหนี้ในทันที

หากติดเครดิตบูโร จะมีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้าง?

สำหรับท่านใดที่ติด เครดิตบูโร และมีความกังวลใจเรื่องการขอสินเชื่อ อย่าเพิ่งหมดหวัง เพราะสามารถแก้ไขสถานะเครดิตให้กลับมาเป็นปกติได้ พร้อมทั้งสามารถยื่นขอสินเชื่อใหม่ได้ โดยมีวิธีจัดการปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน ดังต่อไปนี้

1. ชำระหนี้สินให้หมด

สำหรับขั้นตอนแรกในการแก้ไขสถานะในกรณีที่ติด เครดิตบูโร นั่นก็คือ การจัดการหนี้สินที่มีอยู่ให้หมดไป โดยเริ่มต้นจากการตรวจสอบรายงานเครดิตบูโรเพื่อที่จะสำรวจภาระหนี้สินทั้งหมดก่อน หลังจากนั้นค่อยวางแผนบริหารจัดการหนี้ให้เป็นระบบ โดยอาจจะเริ่มต้นจากการขอพักชำระหนี้ชั่วคราว แล้วค่อยทยอยชำระหนี้อย่างน้อยตามจำนวนขั้นต่ำหรือมากกว่าจนครบทั้งหมด พร้อมทั้งดำเนินการปิดบัญชีให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้มียอดค้างภายในระบบนั่นเอง

2. ควรสร้างสถานะเครดิตใหม่ให้ดี

ภายหลังจากที่ชำระหนี้ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญต่อมาเพื่อแก้ไขปัญหาติดเครดิตบูโร นั่นก็คือ การสร้างประวัติเครดิตใหม่ให้ดูน่าเชื่อถือ อาจจะเริ่มต้นจากการขอสินเชื่อบัตรเครดิตที่จำเป็น และสร้างวินัยทางการเงินด้วยการชำระเต็มจำนวนหรือตามข้อตกลงแบบสม่ำเสมอ โดยที่ไม่มีการค้างชำระ ซึ่งจะช่วยให้เครดิตทางการเงินของคุณค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ

3. รอให้ประวัติหายไป

ถึงแม้ว่าจะชำระหนี้สินไปหมดแล้วและได้ปิดบัญชีอย่างครบถ้วนแล้ว การยื่นขอสินเชื่อก็ไม่สามารถทำได้ในทันที เนื่องจากแต่ละธนาคารย่อมมีนโยบายติดตามพฤติกรรมในการชำระหนี้สินของผู้กู้หลังจากที่ได้ฟื้นฟูเครดิต โดยระยะเวลาในการพิจารณาจะมีความแตกต่างกันออกไปตามเกณฑ์ของแต่ละธนาคาร ตั้งแต่ 6 เดือน ไปจนถึง 1 - 2 ปี

หากจ่ายหนี้สินทุกอย่างครบถ้วน ประวัติเครดิตบูโรจะถูกเก็บไว้อีกกี่ปี?

ในส่วนของ เครดิตบูโร นั้นจะแสดงประวัติสินเชื่อย้อนหลังประมาณ 3 ปี หากปิดหนี้ทั้งหมดแล้วและไม่มีการใช้สินเชื่อ ข้อมูลต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ หายไปจากรายงานเมื่อครบเวลา 36 เดือน และสำหรับกรณีที่ผิดนัดชำระหนี้เกิน 90 วัน สถาบันการเงินจะรายงานข้อมูลต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี หลังจากนั้นข้อมูลจะค่อย ๆ หายไปอีก 3 ปีถัดมา

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ประวัติใน เครดิตบูโร จะหายไป แต่สถาบันการเงินจะยังคงทำหน้าที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้สินเชื่อไว้ตามเกณฑ์ของแต่ละสถาบัน อาจจะจานถึงระดับ 10 – 20 ปีหรือมากกว่า และข้อมูลอาจจะยังสามารถมีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อในอนาคตได้ด้วย

หากติดเครดิตบูโรอยู่แบบนี้ จะสามารถกู้สินเชื่อได้ไหม?

โดยปกติแล้ว ธนาคารจะไม่อนุมัติสินเชื่อให้กับคนที่มีประวัติ เครดิตบูโร ไม่ปกติ โดยการแก้ไขสถานะเครดิตเพื่อที่จะเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อ สามารถทำตามขั้นตอนได้ดังนี้

  • ควรจัดการหนี้สินเดิมที่มีให้หมดและปิดบัญชีให้เรียบร้อย

  • ควรสร้างประวัติเครดิตใหม่ให้น่าเชื่อถือ และชำระหนี้สินตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น

  • รักษาพฤติกรรมในการชำระหนี้ที่ดีแบบต่อเนื่อง อย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี

  • เมื่อประวัติเครดิตดีขึ้นแล้ว จึงค่อยยื่นขอสินเชื่อกับทางธนาคารอีกครั้ง โอกาสผ่านการอนุมัติจะมีมากขึ้น

ถ้าไม่อยากติดเครดิตบูโร ควรวางแผนการเงินอย่างไร?

สำหรับท่านใดที่ไม่อยากติด เครดิตบูโร จนถึงขั้นมีหนี้สูญจนทำให้ประวัติของคุณเสีย ปัจจุบันเราสามารถวางแผนการเงินให้ดีได้ เพื่อทำให้ตนเองมีสภาพคล่องทางด้านการเงินมากยิ่งขึ้น โดยทางเราขอแนะนำดังนี้

จัดการระบบรายรับรายจ่าย

ควรทำบัญชีรายรับและรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ ควรแยกค่าใช้จ่ายจำเป็นและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งกำหนดงบประมาณในแต่ละหมวดให้มีความชัดเจน และควรเก็บออมเงินอย่างน้อย 20 – 30% ของรายได้

บริหารหนี้สินให้ดีและควรมีความรับผิดชอบ

ทางที่ดีคุณไม่ควรก่อหนี้สินจนเกิดความสามารถในการชำระ ควรรักษาสัดส่วนภาระหนี้สินให้ไม่เกิน 35 – 40% ของรายได้ และควรชำระหนี้สินให้ตรงเวลาทุกงวด และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการก่อหนี้แบบซ้ำซ้อนจะดีที่สุด

ควรสร้างวินัยทางการเงิน

ควรตั้งเป้าหมายทางด้านการเงินให้มีความชัดเจน ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3 – 6 เท่าของรายจ่าย และไม่ควรใช้บัตรเครดิตมากจนเกินความจำเป็น และที่สำคัญ ควรชำระบัตรเครดิตแบบเต็มจำนวนทุกเดือน

ควรเตรียมรับมือกับเหตุฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ควรทำประกันสุขภาพและประกันชีวิต และควรวางแผนการลงทุนในระยะยาวเพื่อที่จะสร้างแหล่งรายได้เสริม พร้อมศึกษาและพัฒนาความรู้ทางด้านการเงินแบบต่อเนื่องจะดีที่สุด

สรุป

เครดิตบูโรคือ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด นับได้ว่าเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสินเชื่อและประวัติการชำระหนี้ทั้งของบุคคลและนิติบุคคล ทั้งจากสถาบันการเงินและบริษัทสมาชิกโดยตรง ซึ่งจะแตกต่างจากการติดแบล็คลิสต์ ที่นับได้ว่าเป็นการถูกห้ามทำธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบต่าง ๆ เนื่องจากการผิดนัดชำระหนี้นั่นเอง ส่วนท่านใดที่ไม่อยากติด เครดิตบูโร สามารถวางแผนการเงินให้ดีได้ โดยบันทึกรายรับ - รายจ่าย พร้อมทั้งบริหารหนี้สินที่มีอยู่ให้เป็นระเบียบ หลังจากนั้นให้คุณสร้างวินัยทางการเงินเพื่อที่จะเตรียมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินในอนาคตร่วมด้วย

สำหรับท่านใดที่กำลังมองหางานและอยากจะสมัครงานประจำ เพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องทางด้านการเงินให้กับคุณเอง วันนี้คุณสามารถหางานกรุงเทพ สมัครงานชลบุรี หางานโรงแรม งานโรงแรมภูเก็ต งานโรงแรมเชียงใหม่ และในพื้นที่อื่น ๆ ได้ที่เว็บไซต์ Rongram Job ซึ่งมีฟีเจอร์หางานตามทำเลที่คุณต้องการ พร้อมทั้งตำแหน่งที่คุณชื่นชอบและเงินเดือนที่ใช่ ใครอยากได้งานแบบไหน Rongram Job คัดเลือกมาให้คุณได้ทุกรูปแบบ

แชร์บทความ:

เกี่ยวกับผู้เขียน

Joy writer

Joy writer

ผู้เขียนบทความเกี่ยวกับการทำงานในอุตสาหกรรมโรงแรมและท่องเที่ยว