
ในยุคปัจจุบันนี้ เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็ต้องมีช่วงชีวิตที่การเงินติดขัดกันบ้าง ส่วนใครที่หมุนเงินไม่ทันจนกระทั่งถึงขั้นต้องติด เครดิตบูโร อย่าเพิ่งกังวลใจไป สำหรับบทความนี้ Rongram Job จะขอนำพาทุกท่านไปทำความรู้จักว่าการติดเครดิตบูโรค คืออะไร? หากติดเครดิตบูโรแล้วจะขอสินเชื่อได้ไหม เนื่องจากบางคนติดเครดิตบูโรมาแล้ว 10 ปี หรือบางคนอาจจะเคยติดเครดิตบูโรแต่ปิดบัญชีไปแล้วแบบนี้จะเป็นอะไรไหม? พร้อมแชร์วิธีเช็คเครดิตบูโรและวิธีแก้เครดิตบูโรที่เสียให้กลับมาเป็นปกติ เพื่อให้ทุกท่านได้สบายใจและหายห่วงผ่านทุก ๆ การใช้จ่าย
มาทำความเข้าใจกันก่อน เครดิตบูโร คืออะไรกันแน่?
เครดิตบูโร หรือ Credit Bureau คือ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือนับได้ว่าเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลสินเชื่อพร้อมทั้งประวัติในการชำระหนี้ทุกชนิดทุกประเภท ทั้งในของบุคคลและนิติบุคคลจากสถาบันการเงินและบริษัทนับได้ว่าเป็นสมาชิก
สำหรับประชาชนโดยทั่วไป สามารถตรวจสอบสุขภาพทางการเงินของตนเองได้ผ่านหลายช่องทางด้ายกัน ทั้งโมบายแอปพลิเคชันต่าง ๆ , ศูนย์ตรวจเครดิตบูโรค, ธนาคารออนไลน์, เคาน์เตอร์ธนาคาร, ตู้ ATM หรือแม้กระทั่งที่ทำการไปรษณีย์ที่เปิดให้บริการ โดยสามารถตรวจสอบกันได้ทุกปีเหมือนกับการตรวจสุขภาพประจำปีเลยก็ว่าได้ เพื่อเป็นการค้นหาและแก้ไขความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีนั่นเอง
สาเหตุที่ทำให้ติด เครดิตบูโร
การติด เครดิตบูโร นั้น นับได้ว่าเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการอยากจะขอสินเชื่อ โดยเฉพาะการกู้ซื้อบ้าน, การค้างชำระเกิน 30 วัน มักจะถูกรายงานไปที่บริษัทข้อมูลเครดิต แต่จะถือได้ว่าติด เครดิตบูโร ก็ต่อเมื่อค้างชำระเกิน 90 วัน ทั้งนี้ระยะเวลาที่ข้อมูลปรากฏภายในรายงานเครดิตบูโรจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่
1. หนี้เสีย หรือ NPL ที่ชำระไว้แล้ว จะคงอยู่ 5 ปี นับจากวันที่ได้ชำระอย่างครบถ้วน
2. หนี้เสียที่ยังไม่ชำระ จะคงอยู่ 7 ปีนับจากวันที่สิ้นสุดสัญญา
การเช็คเครดิตบูโร สำคัญอย่างไร ทำไมต้องเช็กเครดิตบูโร?
การเช็ค เครดิตบูโร อย่างเป็นประจำนั้นนับได้ว่ามีประโยชน์อย่างมาก ไม่ใช่แค่เพื่อรู้คะแนนเครดิตของตนเองเท่านั้น แต่ยังมีเหตุผลอื่น ๆ ที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
1. เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
ในบางครั้งอาจจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นสำหรับการบันทึกข้อมูล การเช็ค เครดิตบูโร จะช่วยให้คุณได้ตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลที่ไม่ถูกต้องได้ทันท่วงที
2. ได้รับรู้สถานะทางการเงินของตนเอง
การเช็ค เครดิตบูโร จะช่วยให้คุณได้เห็นภาพรวมของภาระหนี้สินต่าง ๆ ที่คุณมี พร้อมทั้งพฤติกรรมในการชำระหนี้สินของตนเอง ทำให้สามารถวางแผนการเงินในอนาคตอันใกล้ได้ดียิ่งขึ้น
3. ได้เตรียมพร้อมสำหรับการขอสินเชื่อ
หากคุณวางแผนจะขอสินเชื่อในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการกู้ซื้อรถ ซื้อบ้าน หรือแม้กระทั่งการทำบัตรเครดิต ทั้งนี้แม้จะมีการชำระหนี้ทั้งหมดแล้ว แต่ข้อมูลภายในระบบอาจจะยังไม่ได้มีการอัปเดตสถานะยอดหนี้ให้เป็น 0 จึงควรตรวจเช็คเครดิตบูโรก่อน ซึ่งการรู้คะแนนเครดิตของตนเองแบบล่วงหน้า จะช่วยให้คุณสามารถเตรียมตัวพร้อมทั้งปรับปรุงคะแนนเครดิตของตนเองให้ดียิ่งขึ้นก่อนที่จะยื่นขอสินเชื่อ เพราะการยื่นสินเชื่อในแต่ละครั้ง หากยื่นแล้วไม่ผ่านต้องรอสักพักถึงจะยื่นได้อีกครั้ง
4. เพื่อป้องกันการฉ้อโกงทางด้านการเงิน
การเช็ค เครดิตบูโร อย่างเป็นประจำจะช่วยให้คุณสามารถตรวจพบธุรกรรมที่ผิดปกติ หรือการใช้ข้อมูลส่วนตัวของคุณในทางที่ผิดได้อย่างรวดเร็ว
5. ช่วยเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน
เมื่อคุณได้รับรู้ถึงคะแนนเครดิตของตนเองในปัจจุบัน จะเพิ่มโอกาสในการยื่นขอสินเชื่อกับทางสถาบันการเงินได้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงอาจจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าอีกด้วย
ไขกระจ่าง! ติดแบล็คลิสต์บูโร VS ติดเครดิตบูโร
เชื่อว่ายังคงมีอีกหลายคนที่สงสัยเรื่องการติดแบล็คลิสต์บูโรว่าคืออะไรกันแน่ และการติดแบล็คลิสต์บูโรมีจริงไหม? โดยทางเราขอสรุปสั้น ๆ ดังต่อไปนี้
“ติดแบล็กลิสต์บูโร” คือ การถูกสถาบันการเงินต่าง ๆ ห้ามทำธุรกรรมทางการเงิน อย่างเช่น การขอสินเชื่อ การเปิดบัตรเครดิต เป็นต้น ซึ่งมักจะเกิดจากการผิดนัดชำระหนี้
“ติดเครติดบูโร” คือ การมีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดี ซึ่งได้ถูกบันทึกเอาไว้ที่บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ โดยข้อมูลนี้มักจะถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อโดยสถาบันการเงินต่าง ๆ นั่นเอง
โดยเรื่องนี้ทาง บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ได้กล่าวไว้ว่า แบล็คลิสต์นั้นนับได้ว่าไม่มีอยู่จริง และทาง เครดิตบูโร มีหน้าที่แค่รวบรวมข้อมูลเครดิตของลูกหนี้พร้อมทั้งพฤติกรรมการชำระหนี้ของลูกหนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้น การกู้สินเชื้อแล้วพบว่าไม่ผ่าน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการติดแบล็คลิสต์บูโร แต่อาจจะเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ เสียมากกว่า อย่างเช่น รายได้ต่ำกว่าที่กำหนด, ข้อมูลเครดิตไม่ได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ทางธนาคารได้กำหนดไว้ หรือ พฤติกรรมการชำระหนี้ที่ไม่ดี เป็นต้น ซึ่งการติดแบล็คลิสต์บูโรเปรียบเสมือนเป็นคำนิยามของผู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ไม่ดีเสียมากกว่า
รวมสถานะเครดิตบูโรที่ควรรู้
สำหรับ เครดิตบูโร ที่ดีจะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะได้รับอนุมัติสินเชื่อพร้อมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ซึ่งจะส่งผลให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว การรักษาเครดิตบูโรให้ดีนั้น สามารถทำได้โดยการชำระหนี้ทุกอย่างให้ตรงเวลาและไม่ก่อหนี้จนเกินตัว โดยสถานะเครดิตบูโรสามารถแบ่งออกได้หลายระดับ ดังต่อไปนี้
สถานะปกติ
010/10 คือ สถานะปกติ
011/11 คือ ชำระหนี้ครบตามจำนวน
012/12 คือ พักชำระหนี้ตามนโยบายสมาชิก
013/13 คือ พักชำระหนี้ตามนโยบายรัฐ
014/14 คือ พักชำระหนี้เกษตรกรตามนโยบายรัฐ
สถานะค้างชำระ
020/20 คือ ค้างชำระเกิน 90 วัน
021/21 คือ ค้างชำระเกิน 90 วันจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติ
สถานะทางกฎหมาย
030/30 คือ อยู่ในกระบวนการทางกฎหมายโดยตรง
031/31 คือ ชำระหนี้ตามคำพิพากษา
032/32 คือ ศาลพิพากษายกฟ้อง
033/33 คือ ปิดบัญชีจากการตัดหนี้สูญ
สถานะอื่น ๆ
040/40 คือ อยู่ระหว่างชำระสินเชื่อเพื่อปิดบัญชีล
041/41 คือ เจ้าของข้อมูลขอตรวจสอบล
042/42 คือ ทำการโอนหรือขายหนี้ค้างเกิน 90 วัน
043/43 คือ ทำการโอนหรือขายหนี้พร้อมชำระเสร็จสิ้น
044/44 คือ โอนหรือขายหนี้สถานะปกติ
ควรตรวจเช็คเครดิตบูโรเมื่อไหร่?
เมื่อต้องการตรวจสอบความถูกต้องของการชำระสินเชื่อ
การตรวจเช็คเครดิตบูโรอย่างเป็นประจำจะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการชำระเงินได้ และยังสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้แบบทันท่วงทีเมื่อพบว่าไม่ถูกต้อง อย่างเช่น มีการบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ผิดพลาด หรือมีรายการที่ไม่เกิดจากการทำธุรกรรมของคุณโดยตรง เป็นต้น
เมื่อต้องการวางแผนทางด้านการเงิน
ก่อนที่จะตัดสินใจขอสินเชื่อใหม่ การตรวจเครดิตบูโรจะช่วยให้คุณทราบถึงภาระหนี้ทั้งหมดที่คุณมีอยู่ และยังสามารถวางแผนการเงินได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย อย่างเช่น การคำนวณความสามารถในการผ่อนชำระ, การจัดการหนี้เดิมที่มีอยู่ให้ดีขึ้นก่อนที่จะสร้างหนี้ใหม่ เป็นต้น
เมื่อต้องการตรวจสอบโอกาสผ่านการพิจารณาขอสินเชื่อ
การตรวจเช็คเครดิตบูโรก่อนที่จะยื่นขอสินเชื่อนั้น จะส่งผลทำให้คุณได้ประเมินโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อ และได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือปรับปรุงประวัติเครดิตให้ดีขึ้นก่อนที่จะยื่นขอสินเชื่อนั่นเอง
เช็คก่อนย่อมได้เปรียบ! รวมวิธีเช็กเครดิตบูโรหรือเช็กแบล็คลิสต์ที่ควรรู้!
เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาไปแบบก้าวกระโดด สำหรับท่านใดที่ต้องการอยากจะเช็ค เครดิตบูโร หรือ เช็กแบล็คลิสต์ สามารถทำได้ง่าย ๆ และมีวิธีหลากหลายวิธีด้วยกัน โดยที่ทุกท่านสามารถเลือกตามความสะดวกได้เลย ส่วนจะมีช่องทางไหนบ้างนั้น ไปติดตามกันได้เลยค่ะ
เช็คที่ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร
ตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 ตามมาตรา 25 กำหนดให้ผู้ที่มีสิทธิสามารถตรวจสอบข้อมูลเครดิตของตนเองได้ที่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด โดยทางศูนย์ตรวจ เครดิตบูโร มีดังต่อไปนี้
1. ศูนย์ตรวจเครดิตบูโต อาคารเดอะไนน์ ทาวเวอร์ส แกรนด์ พระราม9 ชั้น 2 หรือ โซนพลาซ่า
ที่นี่เปิดให้บริการเช็คผลรายงานข้อมูลเครดิต ทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาและมอบอำนาจ และเครดิตสกอริ่งทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาและมอบอำนาจ และสำหรับนิติบุคคล สามารถทำได้โดยนิติบุคคลและมอบอำนาจ รวมไปถึงชาติต่างชาติด้วย
เวลาเปิด - ปิด : 09.00 – 16.30 น. หยุดเสาร์และอาทิตย์
2. ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร สถานีไฟฟ้าบีทีเอช ศาลาแดง
ที่นี่ให้บริการเช็คผลรายงานข้อมูลเครดิต ทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาและมอบอำนาจ รวมไปถึงเครดิตสกอริ่ง บุคคลธรรมดา และชาวต่างชาติด้วย
เวลาเปิด - ปิด : 09.00-18.00 น. หยุดเสาร์และอาทิตย์
3. ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ห้างเจ เวนิว นวนคร ชั้น 1
เปิดให้บริการตรวจเช็คผลรายงานข้อมูลเครดิต ทั้งในรูปแบบบุคคลธรรมดาของตนเองและมอบอำนาจ และเครดิตสกอริ่ง บุคคลธรรมดา สำหรับนิติบุคคลและชาวต่างชาติด้วย
เวลาเปิด - ปิด : 08.00 – 21.00 น.
การเช็คเครดิตบูโรที่ธนาคาร
ในส่วนของการเช็ค เครดิตบูโร ที่ธนาคารนั้น ทางเจ้าของข้อมูลจะต้องไปยื่นคำร้องด้วยตนเอง แล้วทางธนาคารจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ เครดิตบูโร ในการตรวจสอบข้อมูลให้ หลังจากนั้นจะส่งข้อมูลเครดิตให้แก่ผู้ร้องขอผ่านทางไปรษณีย์ภายใน 1 สัปดาห์นับจากวันที่ยื่น สามารถทำได้โดยติดต่อผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารต่าง ๆ ทั่วประเทศ
ขั้นตอนในการยื่นคำขอตรวจสอบข้อมูล เครดิตบูโร ที่ธนาคาร
กรอกแบบฟอร์มเพื่อขอตรวจสอบข้อมูลเครดิต พร้อมลงลายมือชื่อและแนบหลักฐาน
ยื่นเอกสารต่าง ๆ ให้เรียบร้อย หลังจากนั้นให้คุณชำระค่าธรรมเนียมกับเจ้าหน้าที่ของธนาคาร
ค่าบริการขอรายงานข้อมูลเครดิตอยู่ที่ 150 บาท ส่วนรายงานข้อมูลเครดิตและเครดิตสกอริ่งอยู่ที่ 200 บาท
ทางธนาคารจะออกใบเสร็จการชำระเงินให้กับคุณ พร้อมทั้งค่าจัดส่งเอกสารที่ให้ไว้เป็นหลักฐาน
เครดิตบูโร จะส่งข้อมูลไปให้คุณภายใน 7 วันทำการ นับจากวันที่คุณได้ยื่นขอ
การเช็คเครดิตบูโรที่ไปรษณีย์
ต่อมาคือการเช็ค เครดิตบูโร ที่ไปรษณีย์ ซึ่งคุณสามารถติดต่อเพื่อขอทำรายการได้ที่เคาน์เตอร์ไปรษณีย์หรือที่ทำการไปรษณีย์สาขาใกล้บ้านทั่วประเทศ ซึ่งวิธีนี้จะทำได้เฉพาะบุคคลธรรมดาเท่านั้น และนับได้ว่าเป็นวิธีที่สะดวกสบายเป็นอย่างมาก
ขั้นตอนในการยื่นคำร้องขอตรวจสอบ เครดิตบูโร ที่ไปรษณีย์ไทย
ไปที่เคาน์เตอร์ไปรษณีย์หรือที่ทำการไปรษณีย์ไทยที่คุณสะดวกที่สุด
ให้คุณยื่นบัตรประชาชนเพื่อที่จะขอตรวจ เครดิตบูโร
ชำระเงินค่าบริการจำนวน 150 บาท
รอรับข้อมูลเครดิตได้ทางไปรษณีย์ภายใน 7 วันทำการ นับจากวันที่คุณได้ยื่นคำร้อง
การเช็คเครดิตบูโรที่ตู้คีออส
สำหรับท่านใดที่ต้องเดินทางไปทำงานแล้วไม่มีเวลาที่จะเดินทางไปติดต่อเพื่อยื่นคำร้องขอตรวจสอบ เครดิตบูโร ด้วยตนเอง เพื่อความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น คุณสามารถยื่นคำขอที่ตู้คีออสตามพิกัดต่าง ๆ ได้ดังนี้
อาคารเดอะไนน์ ทาวเวอร์ส แกรนด์ พระราม9 - ตรงบริเวณชั้น 2 โซนพลาซ่า ซึ่งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT พระราม9 และอยู่ทางด้านหลังห้างเซ็นทรัล พระราม9
อาคารเพิร์ล แบงก์ค็อก - บริเวณชั้น3 ตรงสถานีรถไฟฟ้า BTS สถานีอารีย์ ทางออก1
ห้างเจ-เวนิว นวนคร - ตรงบริเวณชั้น1
สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สถานีกลางบางซื่อ - ตรงบริเวณด้านหลังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ประตูทางเข้า1 จุดที่ติดตั้งนาฬิกาประจำสถานีหรือนาฬิกาหน้าปัดหมายเลข 9
ธนาคารเกียรตินาคินภัทร สำนักงานใหญ่ อาคารเคเคพีทาวเวอร์ - ตรงบริเวณชั้น1 ใกล้กับประตูทางเข้าของอาคาร
อาคารสาธรนครทาวเวอร์ - ตรงบริเวณชั้น1 โซนตู้ ATM สถานีรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรี ทางออก2
ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย อาคาร A - ตรงบริเวณชั้น2 โถงต้อนรับ เยื้องกับจุดสอบถาม
การเช็คเครดิตบูโรผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร
นอกจากเดินทางไปเช็ค เครดิตบูโร ที่ธนาคารโดยตรงแล้ว วันนี้ทุกท่านสามารถเช็กผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารต่าง ๆ ได้เช่นกัน โดยจะมีการส่งรายงานผลมาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ NCE e-Credit Report ที่สะดวกสบายและรวดเร็ว ดังนี้
Bureau OK : สามารถรับผลการตรวจสอบได้ทันที
Bualuang mBanking ธนาคารกรุงเทพ : สามารถรับผลการตรวจสอบได้ทันที
KKP Mobile ธนาคารเกียรตินาคินภัทร : สามารถรับผลการตรวจสอบได้ทันทีเช่นกัน
MyMo ธนาคารออมสิน : สามารถรับผลการตรวจสอบภายใน 24 ชั่วโมง
Krungthai NEXT ธนาคารกรุงไทย : สามารถรับผลการตรวจสอบภายใน 24 ชั่วโมง
ttb touch ธนาคารทีทีบี : สามารถรอผลการตรวจสอบภายใน 3 วันทำการ
Flash Express หรือ Flash Money : สามารถรับผลการตรวจสอบภายใน 24 ชั่วโมง
BAAC Mobile ธ.ก.ส. : สามารถรอผลการตรวจสอบภายใน 3 วันทำการ
SME D Bank ธพว. : สามารถรอผลการตรวจสอบได้ภายใน 3 วันทำการ
แอปเป๋าตัง : สามารถรับผลการตรวจสอบภายใน 24 ชั่วโมง
การเช็คเครดิตบูโรผ่านแอปทางรัฐ
ปัจจุบันแอปพลิเคชันทางรัฐ ได้ถูกพัฒนาโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล องค์การมหาชน สพร. ซึ่งนับได้ว่าเป็นบริการที่เกิดจากความร่วมมือของหลาย ๆ หน่วยงาน ที่ได้มีการรวบรวมบริการของภาครัฐที่สำคัญมาไว้ภายในแอปพลิชันเดียว โดยแอปพลิเคชันนี้จะมีจุดเด่นตรงที่ สามารถเช็คเครดิตบูโรฟรีและนับได้ว่าเป็นแอพเช็คเครดิตบูโรฟรี โดยประชาชนสามารถดาวน์โหลดแอปทางรัฐได้ทั้งระบบ iOS และ Android หลังจากที่ได้ติดตั้งพร้อมทั้งลงทะเบียนแล้ว สามารถเข้าใช้บริการเพื่อตรวจสอบ เครดิตบูโร ได้ทันทีที่เมนู “ตรวจสอบเครดิตบูโร”
เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียม ก่อนทำการเช็คเครดิตบูโร
ไม่ว่าคุณจะเลือกเช็ค เครดิตบูโร ที่ธนาคาร ไปรษณีย์ หรือเช็กด้วยตนเองผ่านทางออนไลน์ คุณจำเป็นจะต้องเตรียมเอกสารต่าง ๆ ให้พร้อม ดังต่อไปนี้
1. สำหรับบุคคลสัญชาติไทย
ใช้บัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง หรือบัตรอื่น ๆ ที่ทางหน่วยงานราชการได้ทำการออกให้ เพื่อที่จะแสดงเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน
2. สำหรับบุคคลต่างด้าว
ใช้หนังสือเดินทางตัวจริง หรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่ตัวจริงเท่านั้น
3. ในกรณีมอบอำนาจเพื่อให้ผู้อื่นทำการตรวจสอบเครดิตบูโรให้
หนังสือมอบอำนาจบุคคลธรรมดา ควรกรอกรายละเอียดและลงนามให้ครบถ้วน
สำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจโดยตรง ควรเซ็นรับรองสำเนาพร้อมทั้งแสดงบัตรประชาชนตัวจริง
สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ ควรเซ็นรับรองสำเนา พร้อมแสดงบัตรประชาชนตัวจริง
ตรวจสอบเครดิตบูโรอย่างไร ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสกู้สินเชื่อผ่าน
ทางเราขอแนะนำให้คุณเช็ค เครดิตบูโร อย่างสม่ำเสมอ เพื่อที่จะตรวจสอบความถูกต้องขอข้อมูลต่าง ๆ และคอยติดตามสถานะทางการเงินของตัวคุณเอง หากพบว่าข้อมูลต่าง ๆ ไม่ถูกต้อง ให้รีบดำเนินการแก้ไขทันที
วิธีติดต่อสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเมื่อพบว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง
ติดต่อสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเพื่อที่จะแจ้งข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
ทำการยื่นคำร้องขอแก้ไขข้อมูลต่าง ๆ ผ่าน เครดิตบูโร โดยตรง
คอยติดตามผลการแก้ไข และตรวจสอบรายงานเครดิตอีกครั้งหลังจากที่ทำการแก้ไขแล้ว
การเช็คข้อมูลเครดิตของคุณเองนั้น ไม่ว่าคุณจะตรวจกี่ครั้งก็ไม่มีผลต่อการพิจารณาในการขอสินเชื่อของทางสถาบันการเงิน เนื่องจากเป็นสิทธิพื้นฐานในการเข้าถึงข้อมูลเครดิตของคุณเอง
วิธีวางแผนสินเชื่อให้ไม่ติดเครดิตบูโรหรือแบล็กลิสต์
ควรเลือกใช้บัตรเครดิตและสินเชื่ออย่างมีวินัยเท่านั้น
ไม่ควรจ่ายขั้นต่ำ แต่ควรจ่ายแบบเต็มจำนวน เพื่อที่จะลดภาระดอกเบี้ย
หากเริ่มมีปัญหาการชำระหนี้ ให้รีบติดต่อธนาคารเพื่อที่ขอปรับโครงสร้างหนี้ในทันที
หากติดเครดิตบูโร จะมีวิธีแก้ไขอย่างไรบ้าง?
สำหรับท่านใดที่ติด เครดิตบูโร และมีความกังวลใจเรื่องการขอสินเชื่อ อย่าเพิ่งหมดหวัง เพราะสามารถแก้ไขสถานะเครดิตให้กลับมาเป็นปกติได้ พร้อมทั้งสามารถยื่นขอสินเชื่อใหม่ได้ โดยมีวิธีจัดการปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. ชำระหนี้สินให้หมด
สำหรับขั้นตอนแรกในการแก้ไขสถานะในกรณีที่ติด เครดิตบูโร นั่นก็คือ การจัดการหนี้สินที่มีอยู่ให้หมดไป โดยเริ่มต้นจากการตรวจสอบรายงานเครดิตบูโรเพื่อที่จะสำรวจภาระหนี้สินทั้งหมดก่อน หลังจากนั้นค่อยวางแผนบริหารจัดการหนี้ให้เป็นระบบ โดยอาจจะเริ่มต้นจากการขอพักชำระหนี้ชั่วคราว แล้วค่อยทยอยชำระหนี้อย่างน้อยตามจำนวนขั้นต่ำหรือมากกว่าจนครบทั้งหมด พร้อมทั้งดำเนินการปิดบัญชีให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้มียอดค้างภายในระบบนั่นเอง
2. ควรสร้างสถานะเครดิตใหม่ให้ดี
ภายหลังจากที่ชำระหนี้ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว อีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญต่อมาเพื่อแก้ไขปัญหาติดเครดิตบูโร นั่นก็คือ การสร้างประวัติเครดิตใหม่ให้ดูน่าเชื่อถือ อาจจะเริ่มต้นจากการขอสินเชื่อบัตรเครดิตที่จำเป็น และสร้างวินัยทางการเงินด้วยการชำระเต็มจำนวนหรือตามข้อตกลงแบบสม่ำเสมอ โดยที่ไม่มีการค้างชำระ ซึ่งจะช่วยให้เครดิตทางการเงินของคุณค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ
3. รอให้ประวัติหายไป
ถึงแม้ว่าจะชำระหนี้สินไปหมดแล้วและได้ปิดบัญชีอย่างครบถ้วนแล้ว การยื่นขอสินเชื่อก็ไม่สามารถทำได้ในทันที เนื่องจากแต่ละธนาคารย่อมมีนโยบายติดตามพฤติกรรมในการชำระหนี้สินของผู้กู้หลังจากที่ได้ฟื้นฟูเครดิต โดยระยะเวลาในการพิจารณาจะมีความแตกต่างกันออกไปตามเกณฑ์ของแต่ละธนาคาร ตั้งแต่ 6 เดือน ไปจนถึง 1 - 2 ปี
หากจ่ายหนี้สินทุกอย่างครบถ้วน ประวัติเครดิตบูโรจะถูกเก็บไว้อีกกี่ปี?
ในส่วนของ เครดิตบูโร นั้นจะแสดงประวัติสินเชื่อย้อนหลังประมาณ 3 ปี หากปิดหนี้ทั้งหมดแล้วและไม่มีการใช้สินเชื่อ ข้อมูลต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ หายไปจากรายงานเมื่อครบเวลา 36 เดือน และสำหรับกรณีที่ผิดนัดชำระหนี้เกิน 90 วัน สถาบันการเงินจะรายงานข้อมูลต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี หลังจากนั้นข้อมูลจะค่อย ๆ หายไปอีก 3 ปีถัดมา
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ประวัติใน เครดิตบูโร จะหายไป แต่สถาบันการเงินจะยังคงทำหน้าที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้สินเชื่อไว้ตามเกณฑ์ของแต่ละสถาบัน อาจจะจานถึงระดับ 10 – 20 ปีหรือมากกว่า และข้อมูลอาจจะยังสามารถมีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อในอนาคตได้ด้วย
หากติดเครดิตบูโรอยู่แบบนี้ จะสามารถกู้สินเชื่อได้ไหม?
โดยปกติแล้ว ธนาคารจะไม่อนุมัติสินเชื่อให้กับคนที่มีประวัติ เครดิตบูโร ไม่ปกติ โดยการแก้ไขสถานะเครดิตเพื่อที่จะเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อ สามารถทำตามขั้นตอนได้ดังนี้
ควรจัดการหนี้สินเดิมที่มีให้หมดและปิดบัญชีให้เรียบร้อย
ควรสร้างประวัติเครดิตใหม่ให้น่าเชื่อถือ และชำระหนี้สินตามกำหนดอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น
รักษาพฤติกรรมในการชำระหนี้ที่ดีแบบต่อเนื่อง อย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี
เมื่อประวัติเครดิตดีขึ้นแล้ว จึงค่อยยื่นขอสินเชื่อกับทางธนาคารอีกครั้ง โอกาสผ่านการอนุมัติจะมีมากขึ้น
ถ้าไม่อยากติดเครดิตบูโร ควรวางแผนการเงินอย่างไร?
สำหรับท่านใดที่ไม่อยากติด เครดิตบูโร จนถึงขั้นมีหนี้สูญจนทำให้ประวัติของคุณเสีย ปัจจุบันเราสามารถวางแผนการเงินให้ดีได้ เพื่อทำให้ตนเองมีสภาพคล่องทางด้านการเงินมากยิ่งขึ้น โดยทางเราขอแนะนำดังนี้
จัดการระบบรายรับรายจ่าย
ควรทำบัญชีรายรับและรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ ควรแยกค่าใช้จ่ายจำเป็นและค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งกำหนดงบประมาณในแต่ละหมวดให้มีความชัดเจน และควรเก็บออมเงินอย่างน้อย 20 – 30% ของรายได้
บริหารหนี้สินให้ดีและควรมีความรับผิดชอบ
ทางที่ดีคุณไม่ควรก่อหนี้สินจนเกิดความสามารถในการชำระ ควรรักษาสัดส่วนภาระหนี้สินให้ไม่เกิน 35 – 40% ของรายได้ และควรชำระหนี้สินให้ตรงเวลาทุกงวด และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการก่อหนี้แบบซ้ำซ้อนจะดีที่สุด
ควรสร้างวินัยทางการเงิน
ควรตั้งเป้าหมายทางด้านการเงินให้มีความชัดเจน ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3 – 6 เท่าของรายจ่าย และไม่ควรใช้บัตรเครดิตมากจนเกินความจำเป็น และที่สำคัญ ควรชำระบัตรเครดิตแบบเต็มจำนวนทุกเดือน
ควรเตรียมรับมือกับเหตุฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ควรทำประกันสุขภาพและประกันชีวิต และควรวางแผนการลงทุนในระยะยาวเพื่อที่จะสร้างแหล่งรายได้เสริม พร้อมศึกษาและพัฒนาความรู้ทางด้านการเงินแบบต่อเนื่องจะดีที่สุด
สรุป
เครดิตบูโรคือ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด นับได้ว่าเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลสินเชื่อและประวัติการชำระหนี้ทั้งของบุคคลและนิติบุคคล ทั้งจากสถาบันการเงินและบริษัทสมาชิกโดยตรง ซึ่งจะแตกต่างจากการติดแบล็คลิสต์ ที่นับได้ว่าเป็นการถูกห้ามทำธุรกรรมทางการเงินในรูปแบบต่าง ๆ เนื่องจากการผิดนัดชำระหนี้นั่นเอง ส่วนท่านใดที่ไม่อยากติด เครดิตบูโร สามารถวางแผนการเงินให้ดีได้ โดยบันทึกรายรับ - รายจ่าย พร้อมทั้งบริหารหนี้สินที่มีอยู่ให้เป็นระเบียบ หลังจากนั้นให้คุณสร้างวินัยทางการเงินเพื่อที่จะเตรียมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินในอนาคตร่วมด้วย
สำหรับท่านใดที่กำลังมองหางานและอยากจะสมัครงานประจำ เพื่อเสริมสร้างสภาพคล่องทางด้านการเงินให้กับคุณเอง วันนี้คุณสามารถหางานกรุงเทพ สมัครงานชลบุรี หางานโรงแรม งานโรงแรมภูเก็ต งานโรงแรมเชียงใหม่ และในพื้นที่อื่น ๆ ได้ที่เว็บไซต์ Rongram Job ซึ่งมีฟีเจอร์หางานตามทำเลที่คุณต้องการ พร้อมทั้งตำแหน่งที่คุณชื่นชอบและเงินเดือนที่ใช่ ใครอยากได้งานแบบไหน Rongram Job คัดเลือกมาให้คุณได้ทุกรูปแบบ
เกี่ยวกับผู้เขียน

Joy writer
ผู้เขียนบทความเกี่ยวกับการทำงานในอุตสาหกรรมโรงแรมและท่องเที่ยว


