
การ สัมภาษณ์งาน เปรียบเสมือนเป็นด่านแรกที่ผู้สมัครงานทุกคนจะต้องพบเจอแบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการสัมภาษณ์งานนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้ผู้สมัครงานได้แสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ทางผู้สัมภาษณ์หรือ HR ได้เล็งเห็นว่าคุณมีความเหมาะสมกับตำแหน่งงานหรือองค์กรหรือไม่ โดยในปัจจุบันการสัมภาษณ์งานมีทั้งรูปแบบการสัมภาษณ์ทางออนไลน์และการสัมภาษณ์แบบเดิมที่ผู้สมัครงานจะต้องเดินทางไปที่บริษัทโดยตรง ด้วยเหตุนี้ ผู้สมัครงานทุกท่านจำเป็นจะต้องเตรียมตัวเพื่อให้มีความพร้อมในทุก ๆ สถานการณ์ และสำหรับบทความนี้ Rongram Job ได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งาน ตั้งแต่สัมภาษณ์งานคืออะไร สำคัญอย่างไร, วิธีแนะนำตัวสัมภาษณ์งานอย่างไรให้โดดเด่น, เทคนิคเตรียมตัวสัมภาษณ์งานอย่างไรให้ได้งาน รวมคำถามสัมภาษณ์งานสุดฮิตพร้อมเทคนิคในการตอบ และเฉลยเทคนิคการสร้างความประทับใจในการ สัมภาษณ์งาน โดยตรง ส่วนเนื้อหาจะมีอะไรเพิ่มเติมบ้างนั้น ไปติดตามกันได้เลยค่ะ
สัมภาษณ์งานคืออะไร? และ ผู้สัมภาษณ์งานต้องการประเมินอะไรบ้าง?
การ สัมภาษณ์งาน คือ กระบวนการในการคัดเลือกบุคลากรโดยผ่านการพูดคุยถาม - ตอบระหว่าง นายจ้างและผู้สมัครงาน เพื่อที่จะประเมินทักษะ ทัศนคติ บุคลิกภาพ พร้อมทั้งความเหมาะสมกับวัฒนธรรมขององค์กร ความสำคัญคือช่วยให้ได้คนเก่งและเข้ากับทีมได้จริง และนับได้ว่าเป็นด่านแรกที่สร้างความประทับใจ
นายจ้างหรือ HR ประเมินอะไรบ้างในการสัมภาษณ์งาน?
ทักษะการสื่อสาร HR ต้องการดูว่าคุณสามารถตอบคำถามหรืออธิบายความคิดของตนเองได้ชัดเจนมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากระบบการทำงานจริงจำเป็นจะต้องสื่อสารกับทีม ลูกค้า และหัวหน้างานอยู่เสมอ
ทัศนคติ บริษัทหรือองค์กรส่วนใหญ่อยากจะเลือกคนที่มีทัศนคติดีมากกว่าคนเก่งที่ปรับตัวยาก เพราะมักจะส่งผลต่อการทำงานในระยะยาว
ความเหมาะสมกับองค์กร ต่อให้เป็นคนที่เก่งสักแค่ไหน แต่ถ้าเข้ากับทีมหรือทำงานร่วมกันกับผู้อื่นไม่ได้แล้ว ก็มีโอกาสที่จะไม่ผ่าน เนื่องจากองค์กรต้องการคนที่ทำงานร่วมกันกับคนอื่น ๆ ได้เป็นหลัก
ศักยภาพในการเติบโต HR ต้องการประเมินว่า “คุณพัฒนาได้แค่ไหนในอนาคต” ไม่ใช่แค่เก่งในตอนนี้เพียงอย่างเดียว
ทำไมการสัมภาษณ์งานถึงสำคัญ?
คัดกรองความสามารถที่แท้จริงของผู้สมัครงาน เรซูเม่สามารถบอกได้แค่ทักษะ แต่การสัมภาษณ์จะทำให้เห็นถึงไหวพริบ ความคิด และทัศนคติของผู้สมัครงานโดยตรง
ประเมินถึงความเข้ากันได้ ผู้สัมภาษณ์จะมีโอกาสได้เห็นถึงบุคลิกที่แท้จริงของผู้สมัคร โดยสามารถทำการประเมินเบื้องต้นได้ว่าผู้สมัครงานจะสามารถทำงานร่วมกันกับคนอื่น ๆ ภายในองค์กรได้หรือไม่
โอกาสของทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่แค่บริษัทเลือกคน แต่ผู้สมัครก็สามารถใช้โอกาสนี้ทำความรู้จักบริษัทเพิ่มเติมได้ด้วย
ช่วยลดความเสี่ยงในการจ้างงาน เพื่อป้องกันการรับคนที่ไม่ตรงกับลักษณะงาน ซึ่งจะทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
แนะนำตัวสัมภาษณ์งานยังไงให้โดดเด่นและแตกต่างจากผู้สมัครคนอื่น ๆ ?
1. เริ่มจากตัวตน ประวัติ ความสนใจแบบรวบรัด
แน่นอนว่าเราควรแนะนำ ชื่อ - นามสกุลของตัวเองก่อน และตามด้วยการศึกษาและความสนใจ โดยความสนใจในที่นี้ให้คุณเน้นไปที่เรื่องงานเป็นหลัก เช่น “ชอบสังเกตพฤติกรรมและการใช้ของของคนรอบตัว เลยสนใจอยากจะทำงานด้านการตลาด เนื่องจากได้วิเคราะห์พฤติกรรมคนและหาทางวางแผนการตลาดให้ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย” ส่วนใครที่เป็นเด็กจบใหม่อาจจะเล่าในส่วนของกิจกรรมที่เคยได้ทำและมีความเกี่ยวข้องกับงานที่กำลังสมัครอยู่ โดยจะต้องยกตัวอย่างให้เห็นภาพ
2. ไม่กลัวที่จะเล่าถึงจุดอ่อนก่อนที่จะถูกถาม
หลายบริษัทมักจะ Challenge ด้วยการถามถึงจุดอ่อนที่มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณได้บอกจุดอ่อนในเรซูเม่ไว้แล้ว ซึ่งคุณสามารถอธิบายในส่วนนี้หลังจากที่แนะนำตัวในช่วงแรกไปแล้วได้เลย
3. ควรเล่าทักษะสำคัญที่เกี่ยวข้องกับงานที่คุณสมัคร
คุณไม่จำเป็นต้องเล่าทักษะทุกอย่างที่คุณมี ให้คัดเฉพาะส่วนที่นับได้ว่าเป็นไฮไลต์ ซึ่งจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่คุณสมัครอยู่ เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์ได้รับรู้ว่าคุณก็มีข้อดีและทักษะต่าง ๆ เหล่านี้สามารถเอามาช่วยงานในองค์กรได้อย่างไร
4. ควรแสดงเป้าหมายและแพชชั่นให้ชัดเจนตั้งแต่แรก
ควรเล่าสั้น ๆ ตั้งแต่ช่วงแรกของการ สัมภาษณ์งาน ว่าคุณเองมีแพชชั่นอะไรเป็นพิเศษ พร้อมทั้งวางเป้าหมายในชีวิตคุณไว้อย่างไร โดยให้คุณพยายามพูดถึงเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานและบริษัทที่คุณกำลังสัมภาษณ์อยู่แบบกระชับและไม่ยืดเยื้อจนเกินไป
แนะนำเทคนิคการตอบคำถามสัมภาษณ์งาน “ข้อเสียหรือจุดอ่อนของคุณคืออะไร”
ว่ากันว่า หนึ่งในคำถาม สัมภาษณ์งาน ที่ทำให้ผู้สมัครงานหลาย ๆ คนตอบคำถามนี้ยากที่สุด นั่นก็คือ “ข้อเสียหรือจุดอ่อนของคุณคืออะไร?” และในบางครั้งคำตอบนั้น ๆ ก็กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นายจ้างหรือ HR ตัดสินใจไม่เลือกผู้สมัครงานเข้าทำงาน เพราะฉะนั้น การตอบคำถามที่สุ่มเสี่ยงก็อาจจะต้องมีการเตรียมตัวที่ดี และสำหรับหัวข้อนี้ทางเรามีเทคนิคที่จะใช้ข้อเสียให้กลายเป็นจุดแข็งของคุณ และช่วยเพิ่มโอกาสที่คุณจะได้งานในฝันสมดั่งใจ โดยทางเราขอสรุปสั้น ๆ ดังนี้
1. ควรเลี่ยงคำตอบที่อาจจะส่งผลต่อการทำงาน
เมื่อคุณพบเจอคำถามนี้ ให้คุณใช้วิธีการตอบในเชิงจุดด้อยของทักษะพร้อมแนวทางพัฒนาแก้ไขในแบบของคุณเอง เพราะแทนที่จะเลือกตอบในสิ่งที่คุณไม่ถนัด อาจจะเปลี่ยนเป็นงานที่ไม่ค่อยได้ทำหรือเป็นทักษะที่คุณอยากพัฒนามากขึ้น เพื่อที่จะลดช่องว่างทำให้นายจ้างคิดว่าคุณจะทำงานไม่ได้นั่นเอง
2. ทำให้ข้อเสียกลายเป็น “จุดแข็ง” แทน
เมื่อคุณมองหาและพบว่าคุณมีข้อเสียที่ไม่กระทบต่อหน้าที่หลัก อย่างเช่น คุณสมัครงานตำแหน่ง Sales โดยจุดด้อยของคุณคือ ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล ต่อมาให้คุณทำความเข้าใจว่าความยากของมันคืออะไร ทำไมถึงเป็นทักษะสำคัญที่เราต้องการพัฒนา ซึ่งเราจะวางแผนเพื่อกำจัดจุดอ่อนของตัวเราเองได้ยังไงบ้าง
หากยังไม่มีประสบการณ์ในการสัมภาษณ์งาน ควรตอบยังไงให้ได้งาน
ให้ใช้ประสบการณ์จากการเรียนแทนงานจริง เมื่อต้องตอบคำถามเกี่ยวกับประสบการณ์ นักศึกษาจบใหม่สามารถนำประสบการณ์จากการทำกิจกรรมในรั้วมหาลัย หรือการฝึกงานที่มีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัครมานำเสนอได้ทั้งหมด
ควรเน้น soft skills ในส่วนของทักษะต่าง ๆ ควรเน้นไปทางด้าน Soft skills อย่างเช่น การเรียนรู้เร็ว ความรับผิดชอบ และการทำงานร่วมกันกับผู้อื่นได้ เป็นต้น
ควรแสดงทัศนคติพร้อมเรียนรู้ บริษัทส่วนใหญ่มักจะมองหาคนที่พร้อมจะพัฒนาได้ ไม่ใช่คนที่เก่งแต่ทำงานร่วมกันกับผู้อื่นภายในองค์กรไม่ได้
เฉลย 7 เทคนิค สัมภาษณ์งาน อย่างไรให้ได้งาน
1. ควรวิเคราะห์งาน พร้อมศึกษาข้อมูลรายละเอียดของงาน
การสมัครงานในแต่ละครั้ง ทางด้านฝ่ายบุคคล หรือ HR มักจะทำการระบุข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติต่าง ๆ ของผู้สมัครงาน พร้อมทั้งมีการแจกแจงรายละเอียดของงานเอาไว้อย่างชัดเจน ก่อนสมัครงานหรือ สัมภาษณ์งาน คุณควรอ่านข้อมูลพร้อมทั้งวิเคราะห์รูปแบบงาน รายละเอียดต่าง ๆ ของงานให้ได้มากที่สุด และควรพิจารณาว่าบริษัทกำลังมองหาอะไรในตัวของผู้สมัครงานโดยตรง ซึ่งนับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่จะทำให้คุณได้เตรียมความพร้อมก่อนเดินทางไปสัมภาษณ์งานนั่นเอง
2. คิดและวิเคราะห์ตัวเอง เพื่อค้นพบจุดแข็งและจุดอ่อน
การคิดและวิเคราะห์ตัวเองนั้น นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเทคนิคเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเดินทางไป สัมภาษณ์งาน อย่างน้อยคุณจะได้รับรู้และเข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งรับรู้ถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเองได้อย่างชัดเจน และแน่นอนว่า จุดแข็ง - จุดอ่อน ถือได้ว่าเป็นคำถามยอดฮิตที่ทาง HR มักจะใช้เป็นคำถามเพื่อสอบถามคุณในการสัมภาษณ์งาน
3. ควรศึกษาข้อมูลบริษัทที่คุณสมัครงาน
ก่อนที่คุณจะเดินทางไปสัมภาษณ์งาน ทางเราขอแนะนำให้คุณศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ของบริษัทที่คุณสมัครงานไว้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้นับได้ว่าเป็นข้อมูลสำคัญที่คุณควรรู้อย่างมากที่สุด เนื่องจาก HR หรือ ผู้สัมภาษณ์มักจะสอบถามคำถามที่เกี่ยวข้องกับบริษัท หรืออาจจะสอบถามคุณว่า “คุณรู้จักบริษัทดีแค่ไหน” หากคุณตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำนับได้ว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณมีความสนใจในงานและบริษัทมากน้อยแค่ไหนนั่นเอง
4. ควรฝึกซ้อมตอบคำถามในการ สัมภาษณ์งาน
การฝึกซ้อมตอบคำถามจะช่วยทำให้คุณได้คุ้นเคยไปกับการถูกสัมภาษณ์ โดยทางเราขอแนะนำให้คุณฝึกซ้อมตอบคำถามที่หน้ากระจก หรือทำการซ้อมสัมภาษณ์กับเพื่อน ๆ ของคุณก็ได้ หรือจะตั้งกล้องเพื่อบันทึกวิดีโอ เพื่อที่คุณจะได้รับรู้และเห็นถึงบุคลิกภาพของตนเอง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่คุณถูกสัมภาษณ์และกำลังตอบคำถามโดยตรง ซึ่งในส่วนนี้คุณจะสามารถดูได้การแสดงออกของคุณเป็นอย่างไร น้ำเสียงในขณะถูกสัมภาษณ์เป็นแบบไหน เพื่อที่คุณจะได้ทำการแก้ไขได้อย่างถูกต้องและตรงจุดนั่นเอง
5. ควรเตรียมการแต่งกายให้พร้อม
การแต่งกายไปสัมภาษณ์งาน ควรเตรียมการแต่งกายให้พร้อม เนื่องจากสิ่งแรกที่ผู้สัมภาษณ์หรือทาง HR จะได้สังเกตหรือพบเห็นเกี่ยวกับตัวคุณ นั่นก็คือ การแต่งกายพร้อมทั้งบุคลิกภาพภายนอกของคุณ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ทรงผม การแต่งหน้า หากทุกอย่างดูดี มีความเหมาะสม แลดูสุภาพเรียบร้อย จะยิ่งสร้างความประทับใจให้กับผู้สัมภาษณ์โดยตรงได้ โดยในส่วนนี้คุณสามารถเลือกโทนสีหรือเสื้อผ้าที่มีความเหมาะสมกับตัวคุณได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับตัวคุณได้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย
6. ควรเตรียมคำถามเพื่อสอบถาม HR หรือ ผู้สัมภาษณ์งาน
การที่ผู้สมัครงานได้ถามคำถาม นับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่แพ้กัน ทางเราเชื่อว่าก่อนที่จะจบในการ สัมภาษณ์งาน แต่ละครั้ง ผู้สมัครมักจะต้องพบเจอกับคำถามที่ว่า “คุณมีอะไรจะสอบถามเพิ่มเติมไหม” และทางเราก็เชื่ออีกว่า หลายท่านเลือกที่จะปฏิเสธและตอบกลับไปว่าไม่มีคำถามใด ๆ รู้หรือไม่ว่าคำถามนี้หากคุณถามคำถามผู้สัมภาษณ์ได้ดีถือได้ว่าเป็นโอกาสทองสำหรับผู้สมัครงานโดยตรง เพราะฉะนั้น ก่อนเดินทางไปสัมภาษณ์ควรเตรียมคำถามเพื่อสอบถาม HR ร่วมด้วย และควรหลีกเลี่ยงคำถามที่เกี่ยวกับการนินทาซุบซิบในที่ทำงาน
7. ควรเตรียมเอกสารต่าง ๆ ให้พร้อม
อีกหนึ่งสิ่งที่คุณไม่ควรพลาดหรือหลงลืม นั่นก็คือ การจัดเตรียมแฟ้ม Resume พร้อมทั้งจัดเตรียมเอกสารต่าง ๆ ให้พร้อมและจะต้องมีครบถ้วน โดยเอกสารต่าง ๆ ที่คุณจะต้องเตรียมไปนั้น ควรเตรียมไปเผื่อประมาณ 2 – 3 ชุดด้วย และเอกสารแต่ละใบจะต้องมีการเซ็นลายเซ็นรับรองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
เคล็ดลับการเตรียมตัวสัมภาษณ์งานออนไลน์ ให้เป็นคนที่ถูกเลือกและได้งาน
การ สัมภาษณ์งาน นับได้ว่ามีความท้าทายอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สมัครงานหน้าใหม่ ยิ่งถ้าหากเป็นการสัมภาษณ์งานแบบออนไลน์ด้วยแล้ว ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งจะต้องมีเรื่องเตรียมตัวที่เพิ่มขึ้นและมากกว่าการสัมภาษณ์ในรูปแบบเดิม แต่ผู้สมัครจะยังสามารถสร้างความประทับในครั้งแรกผ่านการสัมภาษณ์แบบออนไลน์ได้ หากมีการเตรียมตัวที่เหมาะสมและเพียงพอ โดยเคล็ดลับการเตรียมตัวสำหรับการ สัมภาษณ์งาน แบบออนไลน์ มีดังนี้
1. ควรเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์
อย่างแรก ผู้สมัครควรหาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนว่า ทางบริษัทจะทำการสัมภาษณ์งานออนไลน์ผ่านโปรแกรมไหนอย่างไร เนื่องจากทุกวันนี้มีโปรแกรม Video Conference ให้เลือกใช้อย่างหลากหลาย แต่ละโปรแกรมย่อมมีรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น Microsoft Team, Zoom, Skype เป็นต้น หลังจากที่ได้ทราบแล้วก็ควรโหลดโปรแกรมนั้น ๆ เพื่อทดสอบการใช้งานและสร้างความคุ้นเคยกับตัวโปรแกรมพร้อมทั้งเช็กมุมกล้อง ทดสอบไมค์ ซึ่งผู้สมัครสามารถทดลองใช้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้กับเพื่อน ๆ ก่อนได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในขณะที่สัมภาษณ์งานจริงนั่นเอง
2. ควรเตรียมสถานที่ให้เหมาะสม
สถานที่นับได้ว่ามีผลต่อภาพลักษณ์ของผู้สมัครงานได้เช่นเดียวกัน การจัดเตรียมสถานที่ให้เหมาะสมนั้นจึงเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญอย่างมาก โดยจะสามารถบ่งบอกได้ว่าเราเป็นผู้สมัครงานที่สามารถทำงานเป็นมืออาชีพได้หรือไม่ หรืออาจจะมองไปถึงลักษณะนิสัยของเราได้ร่วมด้วย ดังนั้นผู้สมัครงานควรเลือกห้องส่วนตัวที่มีแสงสว่างพอดี ไม่มีเสียงภายนอกรบกวน เพราะจะทำให้ผู้สมัครงานต้องเสียสมาธิ หรือทางผู้สัมภาษณ์งานอาจจะไม่ได้ยินสิ่งที่เราตั้งใจอยากจะสื่อสารนั่นเอง
3. จัดเตรียมเอกสารให้พร้อม
สำหรับขั้นตอนในการสัมภาษณ์งานออนไลน์ของแต่ละองค์กรนั้นมีความแตกต่างกันออกไป บางที่จำเป็นจะต้องยืนยันตัวตน บางที่อาจจะต้องใช้เอกสาร และบางที่อาจจะไม่ต้องใช้อะไรเลย แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เพื่อความเป็นมืออาชีพในการทำงาน ผู้สมัครงานควรเตรียมเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ให้พร้อม ทั้งเอกสารตัวจริงและแบบสแกนเป็นไฟล์เก็บไว้ในอุปกรณ์ด้วย โดยจะต้องมีความพร้อมที่จะใช้ขึ้นสไลด์ผ่านทางอุปกรณ์ได้ทุกเมื่อ หากผู้สัมภาษณ์ขอดูเอกสารและทางผู้สมัครงานไม่มีให้ อาจจะกลายเป็นความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ส่งผลทำให้ต้องเสียคะแนนบางส่วนไปเลยก็ได้
4. ควรศึกษาข้อมูลบริษัท
อีกหนึ่งสิ่งสำคัญผ่านการสัมภาษณ์งานในทุก ๆ ที่และทุกตำแหน่ง ซึ่งเหมือนกับการเตรียมตัวเพื่อสัมภาษณ์งานในรูปแบบเดิม นั่นก็คือ การศึกษาข้อมูลของบริษัทที่เราสมัครงานไว้ เพราะจะทำให้เราได้เข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ที่บริษัทกำลังมองหาในตัวผู้สมัครงานโดยตรง และยังทำให้เราสามารถนำเสนอตนเองในทิศทางที่เหมาะสมกับตำแหน่งที่สมัครไว้ได้อย่างมืออาชีพ
5. ควรเตรียมความพร้อมในการแนะนำตัวให้น่าสนใจ
ในการสัมภาษณ์งานแต่ละครั้ง ผู้สมัครงานจำเป็นจะต้องให้ความสำคัญไปกับการแนะนำตัว เนื่องจากการแนะนำตัวนั้นถือได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญของการสัมภาษณ์งานเลยก็ว่าได้ และสิ่งที่จะทำให้การแนะนำตัวของเราผ่านไปได้ด้วยดี นั่นก็คือ การเตรียมความพร้อม ควรเตรียมบทแนะนำตัวให้ดี ไม่ว่าจะเป็นประวัติการศึกษา ทักษะความสามารถและประสบการณ์ที่ผ่านมา รวมไปถึงเป้าหมายในอาชีพและความรู้เกี่ยวกับตำแหน่งงานที่เราได้สมัครไว้
บทแนะนำตัวที่ดี ควรจะมีความกระชับ น่าจดจำ และเหมาะสมกับงานที่เราสนใจ ควรพูดให้ชัดเจน มีความคล่องตัวและลื่นไหล น้ำเสียงน่าฟัง และควรแสดงสีหน้า สบตาผู้สัมภาษณ์ ลักษณะท่าทางในการพูดก็ควรฝึกซ้อมให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด และอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ นั่นก็คือ ควรแสดงถึงความกระตือรือร้นผ่านการสมัครงานครั้งนี้ด้วย
6. ควรเตรียมเครื่องแต่งกายที่สุภาพเรียบร้อย
การเตรียมเครื่องแต่งกายเพื่อ สัมภาษณ์งาน ออนไลน์นั้น ควรสวมใส่เสื้อผ้าให้เสมือนไปสัมภาษณ์ที่บริษัทโดยตรง และถึงแม้ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์แบบออนไลน์ที่เห็นเพียงแค่ครึ่งตัวบน ก็ควรที่จะแต่งกายให้เต็มยศทั้งตัว เพื่อไม่ให้เสียภาพลักษณ์เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผู้สมัครต้องลุกขึ้นยืนต่อหน้ากล้อง หรือทางด้านผู้สัมภาษณ์ต้องการให้ลุกขึ้นยืน นั่นเอง
7. ควรเลือกใช้บัญชีที่มีความเป็นมืออาชีพ
และอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญในการ สัมภาษณ์งาน แบบออนไลน์ นั่นก็คือ การเลือกใช้บัญชีเพื่อเข้าสู่ระบบอีเมลหรือไลน์ให้ดูเป็นมืออาชีพและมีความน่าเชื่อถือ สามารถสมัครบัญชีใหม่หรือเปลี่ยนชื่อ รูปภาพ ให้มีความเหมาะสม เพื่อให้ทางผู้สัมภาษณ์หรือบริษัทได้จดจำตัวตนของผู้สมัครงานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ควรลบข้อความหรือโพสต์ต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติในทางลบ โดยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นับได้ว่าเป็นด่านแรกที่ HR จะตัดสินตัวตนของผู้สมัครงานในทันทีที่ได้พบเห็น
8. ควรมีความพร้อมก่อนเวลานัดหมายประมาณ 1 ชั่วโมง
และสิ่งสุดท้ายที่นับได้ว่าสำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “ความพร้อม” ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกายหรือว่าจิตใจ และทุก ๆ สิ่งที่เตรียมการมาทั้งหมดจะต้อง stand by ภายในสถานที่ที่เตรียมไว้ก่อนที่จะถึงเวลานัดหมายประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อลดความผิดพลาดให้ได้มากที่สุด และควรทำสมาธิให้พร้อมรับมือกับทุกคำถามสัมภาษณ์งานจาก HR
ทำความรู้จักกับ STAR Model หรือ โมเดลตอบคำถาม เทคนิคสำคัญในการสัมภาษณ์งาน
STAR Model หรือ STAR Technique นับได้ว่าเป็นโมเดลในการตอบคำถามเพื่อที่จะช่วยให้การตอบคำถามของคุณมีความกระชับและตรงประเด็นมากยิ่งขึ้น โมเดลนี้สามารถใช้เพื่อตอบคำถามประเภทอธิบายหรือบรรยายสถานการณ์ ซึ่งนับได้ว่าเป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่จะต้องเผชิญเมื่อเข้าสู่การ สัมภาษณ์งาน ซึ่งส่วนประกอบของ STAR Model มีรายละเอียดดังนี้
S หรือ Situation หรือ สถานการณ์ ควรเลือกสถานการณ์ของเรื่องราวให้มีความเหมาะสม เนื่องจากการระบุเหตุการณ์ต่าง ๆ ถือได้ว่าเป็นการปูพื้นฐานที่ดีสำหรับการเล่าเรื่องโดยตรง
T หรือ Task หรือ เป้าหมาย ควรระบุเป้าหมายสำหรับเรื่องราวดังกล่าว เพื่อที่จะบ่งบอกได้ว่าหน้าที่ของเราในเวลานั้นต้องแก้ปัญหาอะไร ส่งผลทำให้ผู้สัมภาษณ์ได้เห็นถึงความท้าทายต่าง ๆ ที่ผู้สมัครงานต้องเผชิญ
A หรือ Action หรือ การกระทำ บ่งบอกว่าเรามีการแก้ปัญหาอย่างไร ควรอธิบายว่าหลังจากที่เรามีเป้าหมายเราได้ทำอย่างไรต่อ และควรระบุชี้ชัดว่าทำอย่างไร วางแผนอะไรบ้าง อธิบายแบบเป็นขั้นตอน อย่าพยายามตอบว่าเราได้พยายามหรือทำงานอย่างหนักเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
R หรือ Result หรือ ผลลัพธ์ ให้อธิบายถึงผลลัพธ์จากการกระทำของเรา ว่าหลังจากที่เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลอย่างไร และจะดีมากหากคำตอบของเราเป็นสิ่งที่สามารถวัดผลได้ และอาจจะเพิ่มเติมสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อปิดท้าย
ตัวอย่างการตอบคำถามด้วย STAR Model
คำถาม : คุณลองยกตัวอย่างในการทำงานที่ตัวเองรู้สึกภูมิใจให้ฟังหน่อย
คำตอบในรูปแบบ STAR Model : ในช่วงที่ดิฉันเริ่มทำงานใหม่ ๆ ทางบริษัทเก่าได้ให้ติดต่อสื่อสารกับลูกค้าที่ล่าช้า ส่งผลทำให้บางครั้งต้องสูญเสียรายได้ไปอย่างที่ไม่ควรจะเป็น (Situation) ดิฉันเลยต้องการอยากจะหาทางออกเกี่ยวกับการสื่อสารกับลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น (Task) และได้ดำเนินการประชุมกับทีมเพื่อใช้ซอฟต์แวร์ CRM ควบคู่กับการปรับปรุงตำแหน่ง Admin ประจำโซเชียลมีเดียของบริษัท (Action) ผลของการแก้ไขปัญหาทำให้เราสามารถรักษาลูกค้าเก่าไว้ได้มากถึง 50% และยังได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นอีก 15% (Result)
จะสังเกตได้ว่า คำตอบจะมีความกระชับ เข้าถึงประเด็นของคำถามได้แบบรวดเร็ว และยังมีการอธิบายทุกอย่างครบถ้วนแบบไม่เวิ่นเว้อ นับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญในการ สัมภาษณ์งาน ที่อาจจะมีเวลาจำกัดนั่นเอง
คนถามอยากรู้อะไรจากตัวคุณ? เจาะลึกเพื่อตอบคำถามให้ได้งาน
อีกหนึ่งสิ่งที่ควรสังเกตควบคู่ไปกับการตอบคำถามในรูปแบบ STAR Model นั่นก็คือ ก่อนตอบคำถามทุกคำถามคุณอาจจะต้องพิจารณาสักนิดว่า คนถามกำลังมองหาอะไรจากตัวคุณ เนื่องจากองค์กรในปัจจุบันไม่ได้ต้องการคนที่เก่งเฉพาะสายงานของตนเอง แต่มักจะต้องการคนที่มีความสามารถหลากหลายด้านเพียงพอที่จะตอบสนองในการเติบโตอันรวดเร็วของโลกใบนี้ โดยเบื้องต้นคำถามของการสัมภาษณ์มักจะมีจุดประสงค์ต่าง ๆ ดังนี้
ความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
ผู้ถูก สัมภาษณ์งาน สามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแบบกะทันหันได้ดีระดับไหน ซึ่งอาจจะมาในรูปแบบของคำถามจิตวิทยา การตั้งโจทย์การทำงานเพื่อให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ได้ลองแก้ไขปัญหา หากเจอคำถามประเภท “คุณจะทำอย่างไร” ให้คุณคาดเดาได้เลยว่าเขาต้องการอยากจะทดสอบความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของคุณโดยตรง
ความสามารถในการสื่อสารกับผู้คน
องค์กรแต่ละที่มักจะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป บทสัมภาษณ์ก็มักจะมีการหยั่งเชิงในส่วนนี้อยู่ด้วยเสมอ บางองค์กรอาจจะมีการดึงคนจากตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับตำแหน่งงานที่เราสมัคร ไปจนกระทั่งถึงสมาชิกภายในทีมให้มานั่งร่วมการสัมภาษณ์ในครั้งนั้นด้วย
ความสามารถเฉพาะด้านในสายงานต่าง ๆ
คำถามนี้มักจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตำแหน่งงาน ข้อมูลใน Resume และ Portfolio โดยผู้สัมภาษณ์ อาจจะใช้คำถามเชิงวิชาการเพื่อถามแบบตรง ๆ และวัด Hard Skill ซึ่งบางบริษัทอาจจะมีแบบทดสอบให้ทำควบคู่ไปกับการสัมภาษณ์ ดังนั้นหากจะตอบอะไรไปควรต้องมีเหตุผลสำหรับคำตอบดังกล่าวด้วยเสมอ
ความสามารถควรสอดคล้องกับเงินเดือน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการทำงานย่อมขึ้นอยู่กับเงินเป็นหลัก ตัวผู้สัมภาษณ์และองค์กรต่างก็ต้องประเมินความสามารถของพนักงานเพื่อให้สอดคล้องกับเงินเดือนที่ได้รับ เพราะฉะนั้นแล้ว คำถามที่ว่า “คุณต้องการเงินเดือนเท่าไหร่” มักจะมาพร้อมกับคำถามเกี่ยวกับอายุงานของผู้สมัครงานเสมอ
คำถามอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ในช่วงปลายของการสัมภาษณ์ มักจะเป็นการชวนคุยเกี่ยวกับชีวิตประจำวันไปจนกระทั่งถึงการถามคำถามย้ำว่า “มีอะไรอยากจะสอบถามเพิ่มเติมไหม” ซึ่งสิ่งนี้อาจจะเป็นการทดสอบทัศนคติไปจนถึงความกล้าในการแสดงออกของผู้ถูกสัมภาษณ์ ดังนั้นอย่าเผลอลืมตัวจนพูดออกนอกประเด็นหรือตัดบทไปเสียทีเดียว อาจจะใช้วิธีการพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในบริษัทก่อนจะจบการสัมภาษณ์ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คุณดูน่าสนใจยิ่งขึ้น
รวม 16 ตัวอย่างคำถามสัมภาษณ์งาน พร้อมเทคนิคการตอบ
1. ช่วยแนะนำตัวให้เรารู้จักคุณมากขึ้น
สำหรับคำถาม สัมภาษณ์งาน ในช่วงเริ่มต้น มักจะเน้นไปที่ตัวคุณเอง เพื่อให้ทาง HR หรือ ผู้จ้างงานได้ทราบถึงคุณสมบัติพร้อมทั้งทักษะที่คุณมีว่าเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่สมัครหรือไม่ อีกทั้งยังช่วยให้เห็นว่าคุณมีความพิเศษหรือมีจุดเด่นที่แตกต่างไปจากผู้สมัครคนอื่น ๆ หรือไม่
เทคนิคในการตอบบทสัมภาษณ์
ควรเน้นพูดเกี่ยวกับประสบการณ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่คุณสมัครมากกว่าที่จะกล่าวถึงข้อมูลโดยทั่วไป เช่น ตอบว่า “เป็นคนตรงต่อเวลาค่อนข้างมาก แต่ในบางครั้งก็รู้สึกหงุดหงิดหากพบว่าผู้อื่นไม่ตรงเวลา และกำลังหาวิธีในการจัดการกับความรู้สึกนี้ เพื่อเสริมสร้างทักษะในการทำงานร่วมกับกับผู้อื่นให้มีประสิทธิภาพ”
2. จุดเด่นและจุดด้อยของคุณคืออะไร?
คำถามนี้จะช่วยให้ผู้สมัครงานได้โชว์ความซื่อสัตย์และความตระหนักรู้ถึงข้อดีและข้อด้อยของตนเอง ซึ่งเป็น soft skill ที่สำคัญในที่ทำงาน และจากการวิจัยพบว่า 10-15% เท่านั้นที่จะมีทักษะนี้
เทคนิคการตอบบทสัมภาษณ์
ให้เลือกพูดถึงจุดด้อยที่ไม่กระทบต่อการทำงาน เช่น เป็นคนที่คิดเลขไม่เก่ง หรือ ว่ายน้ำไม่เป็น เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อความสามารถในการทำงาน ขณะเดียวกัน จุดเด่นควรเลือกคุณสมบัติที่มีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งงาน และต้องสนับสนุนคำตอบด้วยข้อมูลหรือประสบการณ์ที่มีความชัดเจน เช่น “เป็นคนที่มีทักษะการสื่อสารที่ดี ทำให้สามารถทำงานร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น”
3. งานอดิเรกที่ทำเป็นประจำมีอะไรบ้าง?
งานอดิเรกนับได้ว่าจะช่วยให้ผู้สัมภาษณ์ได้รับรู้ว่าผู้ถูกสัมภาษณ์แบ่งเวลาในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ดีแค่ไหน และสะท้อนถึงคุณสมบัติส่วนตัวร่วมด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการประเมินทักษะการสังเกต ความละเอียดอ่อน และความสามารถในการทำงานร่วมกันกับผู้อื่นด้วย
เทคนิคการตอบบทสัมภาษณ์
ให้พูดถึงงานอดิเรกที่สามารถจัดสรรเวลาได้ดี เช่น วิ่งในตอนเช้า ซึ่งจะช่วยให้เริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสดชื่นและมีสมาชิก แสดงให้เห็นว่าคุณสามารถจัดการเวลางานและเวลาพักได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
4. ทำไมถึงอยากเปลี่ยนงาน?
คำถามที่ ผู้สัมภาษณ์งานใช้เพื่อที่จะเข้าใจถึงเหตุผลที่ผู้สมัครต้องการอยากจะลากออกจากที่ทำงานในปัจจุบัน คำตอบที่ดีจะสามารถแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการพัฒนาหรือความปรารถนาในการเติบโตทางสายอาชีพ
เทคนิคการตอบบทสัมภาษณ์
การตอบคำถามนี้ควรตอบอย่างซื่อสัตย์ ให้เน้นถึงเหตุผลเชิงบวกเป็นสำคัญ เช่น ต้องการแสวงหาความท้าทายใหม่ ๆ หรือต้องการจะพัฒนาสายอาชีพ เป็นต้น
5. มีงานในฝันที่อยากทำไหม?
นายจ้างหรือ HR จะเข้าใจว่าคุณมีความสนใจและเป้าหมายที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กรหรือไม่ และยังช่วยให้พวกเขาได้รับรู้ว่าคุณมีความคาดหวังอะไรจากการทำงานในองค์กร
เทคนิคการตอบบทสัมภาษณ์
งานในฝัน คือ การมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้คนในแต่ละวัน ดังนี้จึงมองหาบริษัทที่มีค่านิยมพร้อมทั้งมีวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับสิ่งนี้ เมื่อได้รู้จักบริษัทนี้ที่มีการผลิตสินค้าที่จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพให้กับผู้คน พร้อมทั้งมีรีวิวที่ดีเยี่ยม จึงรู้สึกสนใจที่จะร่วมงานกับบริษัทนี้ เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีและมีคุณภาพ
6. ทำไมถึงลาออกจากที่ทำงานเดิม?
เหตุผลที่ลาออกจากที่ทำงานเดิม นับได้ว่าเป็นคำถาม สัมภาษณ์งาน ยอดฮิตของ HR เนื่องจากจะช่วยให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของการลาออก และเปิดเผยถึงลักษณะค่านิยมในการทำงานของผู้สมัครงานร่วมด้วย
เทคนิคการตอบบทสัมภาษณ์
ตัดสินใจลาออกจากที่ทำงานเก่า หลัก ๆ คือ อยากท้าทายตนเองในงานที่ยากขึ้น ถึงแม้ว่าที่เก่าจะมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและมีทีมงานที่ดีที่ช่วยกันทำงานเสมอ แต่รู้สึกว่าเริ่มอิ่มตัวกับสิ่งที่ทำอยู่ และอยากจะหางานที่สามารถพัฒนาตนเองได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะงานที่ให้โอกาสได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
7. ทำไมถึงอยากทำอาชีพนี้?
คำถามนี้เพื่อให้ผู้สัมภาษณ์ได้รู้ว่าผู้สมัครงานมีความสนใจและแรงจูงใจในการทำงานมากน้อยแค่ไหนเป็นสำคัญ และยังมีส่วนช่วยให้ทาง HR ได้ทราบถึงความตั้งใจจริงและความมุ่งมั่นของผู้สมัครงานอีกด้วย
เทคนิคการตอบบทสัมภาษณ์
ควรตอบให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงในการประกอบอาชีพ โดยเน้นถึงทักษะกับคุณสมบัติที่มี
8. ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่บริษัทหรือองค์กรของเรา?
คำถามนี้นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคำถามสุดฮิตในการ สัมภาษณ์งาน เพราะผู้สัมภาษณ์ต้องการอยากจะรู้ว่า ผู้สมัครงานมีความสนใจและมุ่งมั่นตั้งใจในตำแหน่งงานที่สมัครจริงหรือไม่
เทคนิคการตอบบทสัมภาษณ์
คำตอบควรแสดงให้เห็นว่าคุณมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับบริษัท รวมถึงวิสัยทัศน์และทิศทางของบริษัทโดยตรง
9. คุณคาดหวังอะไรจากที่นี่?
คำถามนี้เป็นอีกหนึ่งคำถามสุดฮิต เพื่อให้ทาง HR ได้ทราบถึงความคาดหวังของผู้สมัครจากตำแหน่งงานนั้น ๆ และจากบริษัทโดยตรง โดยมุ่งหวัดว่าจะเห็นผู้สมัครงานมีความเข้าใจในตำแหน่งงานและวัฒนธรรมของบริษัท รวมไปถึงคาดหวังให้สอดคล้องกับการเติบโตของบริษัทร่วมด้วย
เทคนิคการตอบบทสัมภาษณ์
ควรตอบแบบตรงไปตรงมา เพื่อแสดงให้เห็นถึงการวิจัยและความเข้าใจในบริษัท โดยคำตอบควรเชื่อมโยงกับเป้าหมายในการพัฒนาตนเองและการเติบโตขององค์กรด้วย
10. ทำไมเราควรรับคุณเข้าทำงาน?
คำถามนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องการอยากจะเห็นศักยภาพและจุดเด่นที่มีความเหมาะสมกับตำแหน่งงาน รวมไปถึงทักษะและประสบการณ์ที่ตรงกับความต้องการของบริษัทโดยตรง
เทคนิคการตอบบทสัมภาษณ์
สามารถตอบคำถามนี้โดยเน้นไปที่ทักษะและอธิบายว่า ทักษะนี้จะช่วยให้ทำงานในตำแหน่งงานนี้ได้ดี ถึงแม้ว่าคุณสมบัติบางอย่างอาจจะไม่ตรงตามที่บริษัทกำหนด แต่สามารถชี้ให้เห็นถึงทักษะอื่น ๆ ที่มี และสามารถทดแทนสิ่งที่ขาดหายได้
11. คุณคิดว่าคุณเป็นคนที่ประสบความสำเร็จหรือไม่?
คำถามนี้นับได้ว่าเป็นการประเมินทัศนคติของผู้สมัครงานเกี่ยวกับความสำเร็จและการประเมินตนเอง รวมไปถึงวิธีที่ผู้สมัครงานมองถึงความสำเร็จในชีวิตและการทำงาน โดยทาง HR ต้องการอยากจะทราบว่าคุณมีความมั่นใจในตนเอง และสามารถประเมินถึงความสำเร็จในรูปแบบที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทได้อย่างไร
เทคนิคการตอบบทสัมภาษณ์
ให้ตอบคำถามนี้โดยมองความสำเร็จในแง่ดี เช่น “มองว่าความสำเร็จเป็นกระบวนการที่ไม่มีวันสิ้นสุด และพยายามที่จะเรียนรู้พร้อมทั้งพัฒนาตนเองในทุก ๆ วัน ซึ่งการทำงานในโปรเจ็กต์สำเร็จและได้รับคำชมจากทีมงานนั้น ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จที่ดี เนื่องจากแสดงถึงความสามารถในการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น”
12. คุณจะชดเชยความอ่อนประสบการณ์ของคุณด้วยอะไร?
คำถามนี้นับได้ว่าเป็นคำถามเพื่อวัดไหวพริบและความสามารถในการปรับตัวของผู้สมัครงานในสถานการณ์ที่อาจจะมีข้อจำกัดบางอย่าง โดยผู้สัมภาษณ์อยากจะเห็นว่าคุณมีแผนหรือทักษะอะไรที่จะใช้ในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองให้สามารถเติมเต็มในช่องว่างนั้น ๆ ได้
เทคนิคการตอบบทสัมภาษณ์
สามารถตอบคำถามนี้โดยเน้นที่ทักษะหรือคุณสมบัติของคุณ เช่น ความสามารถในการเรียนรู้เร็ว การทำงานหนัก และการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ ๆ เป็นต้น
13. เราจะได้เห็นอะไรจากตัวคุณบ้างใน 90 วันแรกของการทำงาน?
คำถามนี้ผู้สัมภาษณ์ต้องการอยากจะดูว่าผู้สมัครได้เข้าใจถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตำแหน่งงานที่สมัครมากน้อยแค่ไหน ตลอดจนมีแผนการทำงานในระยะสั้นและระยะยาวอย่างไร
เทคนิคการตอบบทสัมภาษณ์
ตอบคำถามเพื่อให้เห็นถึงความพร้อมในการเรียนรู้และการปรับตัวตามความต้องการของบริษัท รวมไปถึงแสดงความตั้งใจในการเรียนรู้วัฒนธรรมขององค์กร พร้อมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานเพื่อการทำงานที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
14. คุณจะจัดการความเครียดและความกดดันอย่างไร?
คำถามนี้เป็นการประเมินว่าผู้สมัครงานจะสามารถรับมือกับความเครียดและความกดดันจากการทำงานได้หรือไม่
เทคนิคการตอบบทสัมภาษณ์
ตอบโดยเน้นการใช้วีที่คุณใช้ในการจัดการกับความเครียด อย่างเช่น การวางแผนงานล่วงหน้า การแบ่งงานเป็นส่วน ๆ หรือหาวิธีผ่อนคลาย เป็นต้น
15. ผลตอบแทนที่คุณคาดหวัง?
คำถามนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริษัทได้ประเมินว่าผู้สมัครมีความคาดหวังที่สอดคล้องกับงบประมาณที่บริษัทได้กำหนดไว้หรือไม่ หากจำนวนเงินที่ผู้สมัครงานระบุสูงเกินไป อาจจะทำให้บริษัทพิจารณาว่าไม่คุ้ม หรือหากต่ำเกินไป อาจจะทำให้บริษัทรู้สึกสงสัยในศักยภาพหรือความสามารถของผู้สมัคร
เทคนิคการตอบบทสัมภาษณ์
ตอบให้สอดคล้องกับฐานเงินเดือนของตำแหน่งงานนั้น ๆ ที่ว่าจ้างกันในตลาดแรงงาน โดยค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์จัดหางานหรือสอบถามผู้ที่ทำงานในตำแหน่งงานเดียวกัน
16. คุณมีคำถามอะไรเพิ่มเติมไหม?
การเตรียมคำถามเพื่อถามผู้สัมภาษณ์งานนับได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะทำให้บริษัทได้เห็นว่าคุณสนใจและตั้งใจจริงที่จะทำงานกับพวกเขา และยังเป็นโอกาสที่ดีและในการแลกเปลี่ยนข้อมูลพร้อมทั้งตรวจสอบว่าบริษัทเหมาะสมกับคุณหรือไม่
เทคนิคการตอบบทสัมภาษณ์
คุณสามารถถามคำถามที่เกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดชอบในตำแหน่งงานที่คุณสมัครไว้ เช่น “หน้าที่หลัก ๆ ที่จะต้องรับผิดชอบมีอะไรบ้าง” หรือ บริษัทคาดหวังผลลัพธ์อะไรจากตำแหน่งงานนี้” เป็นต้น
รวมเทคนิคการสร้างความประทับใจในการ สัมภาษณ์งาน
ควรพูดแบบชัดถ้อยชัดคำ
การพูดแบบชัดถ้อยชัดคำ เสียงดังฟังชัด ย่อมส่งผลดีต่อบุคลิกภาพและการสื่อสารที่ดีให้กับตัวคุณ อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจ และที่สำคัญคุณควรเรียบเรียงคำพูดหรือการตอบคำถามให้ดี จะยิ่งส่งผลดีต่อตัวคุณได้อย่างมากที่สุด
ควรใช้ระดับภาษาที่มีความเหมาะสม
เมื่อคุณต้องเดินทางไป สัมภาษณ์งาน คุณควรเลือกใช้ภาษาที่มีความเหมาะสม ทุกอย่างควรมีความพอดี ไม่ควรพูดเป็นทางการมากจนเกินไป และไม่ควรพูดเล่นหรือพูดติดตลกมากจนเกินไปเช่นกัน เนื่องจากจะทำให้คุณไม่น่าเชื่อถือนั่นเอง
ควรให้ความสำคัญกับภาษากาย
ภาษากาย นับได้ว่ามีบทบาทสำคัญ เนื่องจากเป็นตัวกำหนดได้ว่า “คุณเป็นคนแบบไหน อย่างไร” หากคุณแสดงภาษากายได้ไม่เหมาะสม ย่อมส่งผลทำให้ภาพลักษณ์ของคุณดูไม่ดีและไม่เหมาะสมในทันที
ควรแสดงทัศนคติที่ดีต่อที่ทำงานเก่าและเจ้านายเก่า
การ สัมภาษณ์งาน ในแต่ละครั้ง คุณไม่ควรแสดงทัศนคติที่ไม่ดีต่อที่ทำงานเก่าหรือเจ้านายเก่า เนื่องจากจะทำให้คุณดูเป็นคนที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ และยังส่งผลทำให้คะแนนของคุณติดลบอีกด้วย
ควรตั้งใจฟังคำถาม พร้อมทั้งเป็นผู้ฟังที่ดี และควรรู้จักตั้งคำถาม
นอกจากคุณจะต้องตั้งใจฟังคำถาม คุณควรเป็นผู้ฟังที่ดีร่วมด้วย และไม่ควรปล่อยให้ HR หรือ ผู้สัมภาษณ์อิบายงานหรือถามคำถามคุณเพียงแค่ฝ่ายเดียว เมื่อผู้สัมภาษณ์ได้เปิดโอกาสให้คุณถามคำถามได้ คุณก็ควรที่จะตั้งคำถามที่มีความเกี่ยวข้องกับการทำงาน เพื่อที่จะแสดงถึงความสนใจและความกระตือรือร้นต่องานที่แท้จริง
ควรมีสติในการตอบคำถาม
สติจะช่วยทำให้คุณไม่ประหม่าและช่วยลดความตื่นเต้นให้กับตัวคุณได้ ดังนั้น คุณควรตั้งสติทุกครั้งที่ต้องตอบคำถาม และควรคิดทุกอย่างอย่างรอบคอบก่อนที่จะตอบคำถามทุกครั้ง ซึ่งจะช่วยทำให้คุณตอบคำถามได้ดีและถูกต้องมากที่สุด
รู้จักตั้งคำถาม
การ สัมภาษณ์งาน ที่ดีนั้น นอกจากจะเป็นผู้ฟังที่ดีแล้ว คุณไม่ควรที่จะปล่อยให้ผู้สัมภาษณ์ได้อธิบายงานหรือถามคำถามคุณเพียงแค่ฝ่ายเดียว หากมีโอกาสที่จะได้ถามคำถามหรือทางด้านผู้สัมภาษณ์ได้เปิดโอกาสให้กับคุณ คุณควรตั้งใจถามคำถามที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน เพื่อที่จะแสดงถึงความกระตือรือร้นต่องาน
สรุป
จะเห็นได้ว่า การเตรียมตัวสัมภาษณ์งาน ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้สมัครงานได้เป็นอย่างดี โดยที่ผู้สมัครงานทุกท่านจะมีโอกาสได้ประเมินถึงความสามารถของตนเอง พร้อมทั้งมีการปรับปรุงบุคลิกภาพในขณะที่ถูกสัมภาษณ์ผ่านการฝึกซ้อมได้อีกด้วย และสุดท้ายนี้ยังคงมีอีกหนึ่งสิ่งที่ทางเราอยากจะบอกทุกท่านก็คือ “ไม่มีการ สัมภาษณ์งาน ใดที่จะทำให้คุณต้องเสียเวลา” ถึงแม้ว่าคุณจะได้งานหรือไม่ได้งาน การที่คุณได้มีโอกาสเดินทางไปสัมภาษณ์งานในแต่ละครั้ง นับได้ว่าเป็นการเปิดโอกาสให้กับตัวคุณได้ทำการฝึกฝนทักษะการพูด บุคลิกภาพ และการถูกสัมภาษณ์ไปในตัว
โดยทางเรา Rongram Job ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกท่านที่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์งาน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะได้งานที่ถูกใจ พร้อมทั้งเป็นอาชีพที่มั่นคงสำหรับคุณ
เกี่ยวกับผู้เขียน

Joy writer
ผู้เขียนบทความเกี่ยวกับการทำงานในอุตสาหกรรมโรงแรมและท่องเที่ยว

