
จะเริ่มต้นทำงานใหม่ทั้งที นอกจากจะต้องเตรียมตัวและเตรียมเอกสารต่าง ๆ ให้พร้อมแล้ว อีกหนึ่งด่านที่นับได้ว่าสำคัญและมักจะทำให้หลาย ๆ คนเกิดความกังวลใจ นั่นก็คือ “การ ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน” ซึ่งบางท่านอาจจะยังไม่รู้ว่าหากจะต้องตรวจร่างกายต้องตรวจอะไรบ้าง และควรเตรียมตัวอย่างไรถึงจะผ่านได้แบบที่ไม่ต้องกังวล จริง ๆ แล้วขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแบบที่ใครหลาย ๆ คนคิด แถมยังเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้เช็กสุขภาพของตนเองไปในตัว และสำหรับบทความนี้ทางเราจะขอนำพาทุกท่านไปดูกันว่าการตรวจสุขภาพก่อนที่จะเข้าทำงานต้องตรวจอะไรและทำอย่างไรบ้าง ราคาเท่าไหร่ พร้อมแชร์เทคนิคการเตรียมตัวเพื่อให้ตรวจสุขภาพได้ผ่านฉลุย ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยค่ะ
การตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน คืออะไร?
การ ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน หรือ Pre-employment health check นับได้ว่าเป็นการตรวจสุขภาพร่างกายเพื่อที่จะประเมินได้ว่า ผู้สมัครงานนั้นมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์มากพอสำหรับงานที่ต้องปฏิบัติหรือไม่ และอาจจะรวมไปถึงการตรวจสุขภาพโดยทั่วไป การตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ การเอกซเรย์ และการตรวจสุขภาพแบบเฉพาะทางตามลักษณะงานด้วย
เหตุผลที่พนักงานใหม่ต้องตรวจสุขภาพร่างกายก่อนเข้าทำงาน?
การตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงานนั้น นับได้ว่าเป็นกระบวนการในการประเมินสภาพร่างกายพร้อมทั้งจิตใจของพนักงานใหม่ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพนักงานจะสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยการตรวจนี้สำคัญ เพราะจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุและโรคที่อาจจะเกิดขึ้นในระหว่างทำงาน อีกทั้งยังช่วยให้องค์กรได้ประเมินความเหมาะสมของพนักงานกับลักษณะของงาน อย่างเช่น งานที่จำเป็นต้องยกของหนัก, การทำงานในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงหรือมีความเครียดสูง นอกจากนี้ การตรวจสุขภาพยังเป็นไปตามกฎหมายแรงงานพร้อมทั้งข้อบังคับของบริษัท ส่งผลทำให้พนักงานและองค์กรมีความปลอดภัยและสามารถมั่นใจผ่านการทำงานร่วมกัน
ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน ต้องตรวจอะไร แบบไหนบ้าง?
ก่อนที่จะเริ่มต้นทำงาน หลายบริษัทมักจะกำหนดให้พนักงานใหม่ทุกคนเข้ารับการตรวจสุขภาพ เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่ามีสภาพร่างกายพร้อมทั้งจิตใจที่เหมาะสมกับลักษณะงาน และเป็นไปตามข้อกฎหมายแรงงาน โดยทั่วไปแล้วก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสุขภาพ พนักงานควรเตรียมบัตรประชาชนและแบบฟอร์มประวัติสุขภาพ พร้อมทั้งเอกสารประวัติการรักษาหรือผลการตรวจสุขภาพเดิม (หากมี) ไปด้วย เพื่อที่แพทย์จะสามารถประเมินสภาพร่างกายของพนักงานได้อย่างครบถ้วนและดำเนินการไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ตรวจสุขภาพร่างกายทั่วไป
การตรวจสุขภาพร่างกายทั่วไป นับได้ว่าเป็นการตรวจขั้นพื้นฐานโดยแพทย์จะทำการประเมินความสมบูรณ์ของร่างกาย อย่างเช่น วัดความดันโลหิต ชีพจร น้ำหนัก ส่วนสูง อุณหภูมิ และดัชนีมวลกาย หรือ BMI พร้อมทั้งตรวจร่างกายภายนอก อย่างเช่น ผิวหนัง ปอด ช่องท้อง ข้อต่อ และหัวใจ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์ได้ทราบว่าร่างกายของพนักงานแข็งแรงเพียงพอสำหรับลักษณะงานที่ทำหรือไม่ และยังช่วยตรวจพบความผิดปกติที่อาจจะซ่อนอยู่ได้อีกด้วย
การตรวจเลือด
การตรวจเลือดจะช่วยประเมินสุขภาพภายในร่างกายพร้อมทั้งอวัยวะสำคัญต่าง ๆ เช่น การทำงานของตับ การทำงานของไต ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันภายในร่างกาย รวมไปถึงการตรวจภาวะโลหิตจาง นอกจากนี้ยังสามารถตรวจหาโรคติดเชื้อบางชนิดพร้อมทั้งความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งการตรวจเลือดจะช่วยให้องค์กรมั่นใจได้ว่าพนักงานจะสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย และลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยในระหว่างปฏิบัติงาน
การตรวจปัสสาวะ
การตรวจปัสสาวะนับได้ว่าเป็นวิธีง่าย ๆ แต่สามารถประเมินการทำงานของไตและระบบทางเดินปัสสาวะ รวมไปถึงการตรวจเพื่อหาว่าพนักงานมีการติดเชื้อหรือมีความผิดปกติอื่น ๆ หรือไม่ อย่างเช่น เบาหวาน ภาวการณ์เผาผลาญที่ผิดปกติหรือภาวะขาดน้ำ ซึ่งการตรวจปัสสาวะจะช่วยให้ทราบถึงสภาพร่างกายโดยรวมและการป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจจะส่งผลต่อการทำงานได้ในระยะยาว
การเอกซเรย์ปอดและหัวใจ
การเอกซเรย์จะช่วยประเมินสภาพของปอดและหัวใจ เป็นการตรวจหาภาวะปอดอักเสบและปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหัวใจ หรือแม้กระทั่งความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรื้อรังบางชนิด ซึ่งนับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับงานที่จำเป็นจะต้องใช้แรงเยอะ ๆ และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยง อย่างเช่น ภายในพื้นที่ทำงานมีฝุ่นมาก มีควันหรือมีสารเคมี เป็นต้น ซึ่งการตรวจเอกซเรย์จะทำให้พนักงานและองค์กรมั่นใจได้ว่าการทำงานจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกายของพนักงานนั่นเอง
การตรวจวัดสายตา
สายตา นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญโดยเฉพาะกับงานที่จะต้องอาศัยความแม่นยำ อย่างเช่น การทำงานกับเครื่องจักร การขับรถ และงานที่เกี่ยวข้องกับหน้าจอ ซึ่งการตรวจวัดสายตานั้นนับได้ว่าเป็นการประเมินความชัดเจนในการมองเห็น การมองสี และความสามารถในการมองแสงต่าง ๆ เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าพนักงานจะสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้
การตรวจสารเสพติด
ในบางองค์กรจำเป็นจะต้องตรวจสารเสพติดเพื่อความปลอดภัยของพนักงานและเพื่อนร่วมงานโดยตรง ซึ่งการตรวจในรูปแบบนี้จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุ การทำงานผิดพลาด ปัญหาสุขภาพจากการใช้สารเสพติด เป็นต้น การมีมาตรการในการตรวจสารเสพติดนั้นจะยังช่วยสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ปลอดภัย และยังช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีของพนักงานได้อีกด้วย
ตรวจสุขภาพร่างกายก่อนเข้าทำงาน 5 โรค มีอะไรบ้าง?
ก่อนเข้าทำงาน บางบริษัทมักจะกำหนดให้พนักงานใหม่ต้องเข้ารับการ ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน เพื่อที่จะประเมินสุขภาพในเบื้องต้น และนับได้ว่าเป็นการป้องกันความเสี่ยงในการทำงาน โดยเฉพาะโรคที่อาจจะเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานหรือเพื่อนร่วมงานโดยตรง ซึ่งการตรวจร่างกายก่อนเข้าทำงาน 5 โรคนี้ มีดังนี้
1. วัณโรค
วัณโรค นับได้ว่าเป็นโรคติดเชื้อที่มักจะส่งผลต่อปอดและระบบทางเดินหายใจโดยตรง การตรวจวัณโรคจะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดภายในที่ทำงาน โดยเฉพาะในงานที่ต้องอยู่ใกล้กับผู้คนเป็นจำนวนมาก
2. โรคแทรกซ้อนจากสารเสพติด
โรคแทรกซ้อนจากสารเสพติดและผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจที่มักจะเกิดจากการใช้สารเสพติด อย่างเช่น โรคตับ โรคหัวใจ ความผิดปกติทางระบบประสาท เป็นต้น ซึ่งการตรวจจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าพนักงานใหม่มีความพร้อมทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและความผิดพลาดภายในที่ทำงานได้
3. โรคพิษสุราเรื้อรัง
โรคพิษสุราเรื้อรังมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ในระดับเรื้อรังที่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายหลายระบบด้วยกัน อย่างเช่น หัวใจ ตับ และสมรรถภาพทางด้านร่างกาย การตรวจจะช่วยประเมินได้ว่าพนักงานจะสามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยหรือไม่นั่นเอง
4. โรคเท้าช้าง
โรคเท้าช้าง นับได้ว่าเป็นโรคที่ทำให้ร่างกายบางส่วนมีลักษณะบวมผิดปกติ อย่างเช่น เท้า ขา เป็นต้น การตรวจโรคเท้าช้างก็เพื่อเป็นการป้องกันการทำงานที่ต้องเดินหรือต้องยกของหนัก และเพื่อเป็นการประเมินความสามารถในการปฏิบัติงานตามตำแหน่งงานอีกด้วย
5. โรคเรื้อน และโรคชนิดอื่น ๆ ที่เรื้อรังร้ายแรง
โรคเรื้อน นับได้ว่าเป็นโรคติดเชื้อแบบเรื้อรังที่มักจะส่งผลต่อผิวหนังและระบบประสาทโดยตรง การตรวจโรคเรื้อนจะช่วยป้องกันการแพร่เชื้อ และยังรักษาสุขภาพผู้ปฏิบัติงานให้มีความพร้อมสำหรับงานที่ต้องอยู่ใกล้กับผู้อื่นได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังตรวจโรคชนิดอื่น ๆ ที่เรื้อรังร้ายแรงหรือมีอาการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน จนทำให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานโดยตรง อย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถตรวจหาโรคที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและสมรรถภาพทางด้านร่างกาย การตรวจจะช่วยให้บริษัทหรือองค์กรได้ประเมินถึงความเหมาะสมของพนักงาน และยังช่วยลดความเสี่ยงในการทำงานได้อีกด้วย
ทั้งนี้ รายละเอียดในการขอใบรับรองนั้นมักจะขึ้นอยู่กับบริษัทหรือองค์กรว่าต้องการแบบไหน อย่างไร เนื่องจากใบรับรองทั้ง 5 โรคสามารถตรวจจากการซักประวัติและการตรวจอาการในเบื้องต้นได้ แต่ถ้าหากบริษัทต้องการความละเอียดพร้อมทั้งผลการันตี อาจจะมีระบุผลเลือด ผลเอกซเรย์ และผลการตรวจปัสสาวะร่วมด้วย
ผู้ชายกับผู้หญิงมีรายการตรวจสุขภาพที่ต่างกันไหม?
การ ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน ในส่วนของผู้ชายและผู้หญิงอาจจะมีแตกต่างกันบ้างเพียงแค่บางรายการเท่านั้น
การตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงานของผู้ชาย
การ ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน ของผู้ชาย ที่แตกต่างไปจากของผู้หญิง อย่างเช่น การตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก มักจะแนะนำให้ตรวจผู้ชายที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และการตรวจถุงลมโป่งพอง เป็นต้น
การตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงานของผู้หญิง
การ ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน ของผู้หญิง ที่แตกต่างไปจากผู้ชาย อย่างเช่น การตรวจภายในเพื่อคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกหรือสัญญาณของโรคมะเร็ง, การตรวจเต้านม ซึ่งแพทย์จะคลำบริเวณเต้านมหรือใช้เครื่องแมมโมแกรมเพื่อถ่ายภาพเต้านม เพื่อที่จะค้นหาความผิดปกตินั่นเอง
เทคนิคการเตรียมตัวเพื่อตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน
การ ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน นั้น ถือได้ว่าเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าร่างกายของพนักงานมีความพร้อมที่จะทำงานหรือไม่ ซึ่งการเตรียมตัวอย่างถูกวิธีไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผลการตรวจแม่นยำ แต่ยังช่วยลดความเครียดและความกังวลในระหว่างการตรวจได้อีกด้วย ซึ่งเทคนิคต่อไปนี้จะช่วยให้คุณผ่านการตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงานได้แบบราบรื่น
ควรเตรียมเอกสารต่าง ๆ ให้พร้อม โดยเฉพาะเอกสารเพื่อยืนยันตัว อย่างเช่น บัตรประชาชนตัวจริงหรือใบขับขี่
ควรเตรียมใบส่งตัว (ถ้ามี) ซึ่งผู้รับการตรวจสุขภาพจะสามารถรับใบส่งตัวจากฝ่ายทรัพยากรบุคคล สำหรับในกรณีที่องค์กรได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลและอาจจะมีการส่งผลตรวจไปที่องค์กรโดยตรงด้วย
หากมีโรคประจำตัวควรนำเอกสารมาด้วย
ควรพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมง การนอนไม่พออาจจะส่งผลต่อการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต
ควรงดอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ อย่างน้อย 8 – 10 ชั่วโมงก่อนทำการตรวจสุขภาพ แต่สามารถจิบน้ำเปล่าได้เล็กน้อย
ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ใส่แล้วสบายตัวและสะดวกต่อการเจาะเลือดตรงบริเวณข้อพับแขน
ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด และควรงบสูบบุหรี่อย่างน้อย 24 – 48 ชั่วโมง
หากคุณมีโรคประจำตัว ยาที่คุณรับประทานอย่างเป็นประจำหรือหากคุณสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนเข้ารับการตรวจ
สำหรับผู้ที่ต้องการอยากจะตรวจเพื่อหาความเสี่ยงเฉพาะโรค ควรปรึกษาศูนย์ตรวจสุขภาพก่อนเท่านั้น
สำหรับโปรแกรมตรวจสุขภาพที่มีการตรวจปัสสาวะ ควรปัสสาวะทิ้งเล็กน้อยก่อน แล้วจึงค่อยเก็บปัสสาวะตรงช่วงกลาง
สำหรับผู้หญิง หากกำลังอยู่ในช่วงที่มีประจำเดือน ควรเว้นช่วงตรวจก่อนและหลังที่มีประจำเดือน 7 วัน
สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการ ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน คือ ช่วงเช้า เพื่อให้มีเวลางดอาหารในช่วงตอนกลางคืน เพราะฉะนั้น เมื่อตรวจสุขภาพเรียบร้อยแล้วควรรับประทานอาหารทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายมีลักษณะอ่อนล้าและอิดโรย
ค่าใช้จ่ายในการตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน
สำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการ ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน นั้น มักจะขึ้นอยู่กับรายการในการตรวจตามที่บริษัทหรือองค์กรกำหนด รวมไปถึงโรงพยาบาลและคลินิกที่คุณได้เลือกใช้บริการ โดยทั่วไปแล้วมักจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการตรวจสุขภาพก่อนเริ่มทำงานประมาณ 1500 – 5000 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับความละเอียดของรายการตรวจพร้อมทั้งนโยบายของบริษัท อย่างเช่น การตรวจเอกซเรย์หรือการตรวจสารเสพติด รายการนี้อาจจะมีราคาที่สูงกว่าปกติเนื่องจากเป็นการตรวจแบบเฉพาะทาง และบางองค์กรอาจจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดหรือแค่บางส่วนให้กับพนักงานโดยตรง
ประโยชน์ของการตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน
สำหรับบริษัทหรือองค์กร
บริษัทหรือองค์กรจะมีโอกาสได้พนักงานที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและพร้อมปฏิบัติงาน
ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคติดต่อภายในที่ทำงาน
ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและสวัสดิการของพนักงาน
สำหรับผู้สมัครงานโดยตรง
ได้ทราบถึงสุขภาพร่างกายของตนเองก่อนที่จะเริ่มต้นทำงาน
สามารถดูแลและป้องกันโรคต่าง ๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อระบบการทำงาน
ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการทำงานและยังช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพได้อีกด้วย
ข้อควรรู้ในการตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงาน
มีข้อควรรู้หลายประการด้วยกันที่ผู้สมัครงานควรทำความเข้าใจ เพื่อให้การ ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน มีลักษณะราบรื่นและปลอดภัยยิ่งขึ้น
1. ผลการตรวจอาจจะแตกต่างกันออกไปตามโรงพยาบาล
การใช้เครื่องมือหรือมาตรฐานในการตรวจที่มีลักษณะแตกต่างกัน อาจจะส่งผลทำให้ผลการตรวจที่ออกมานั้นแตกต่างกันออกไป ควรเลือกโรงพยาบาลหรือคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือเท่านั้น
2. การตรวจบางอย่างย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะของงาน
บริษัทหรือองค์กรอาจจะมีการกำหนดรายการตรวจสุขภาพโดยเฉพาะ อย่างเช่น งานที่ทำต้องยกของหนัก, งานที่ทำอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงหรือต้องใช้สายตามาก เป็นต้น
3. การงดอาหารและการพักผ่อนย่อมีผลต่อผลตรวจ
การอดอาหารก่อนตรวจเลือดหรือแม้กระทั่งการพักผ่อนให้เพียงพอก่อนถึงวันตรวจสุขภาพ จะช่วยให้ผลมีความแม่นยำและยังช่วยลดความเสี่ยงต่อผลบวกเท็จอีกด้วย
4. สิทธิความเป็นส่วนตัวของพนักงาน
ในส่วนของข้อมูลสุขภาพนับได้ว่าเป็นความลับ บริษัทหรือองค์กรจำเป็นจะต้องเก็บรักษาอย่างปลอดภัย และใช้เพื่อที่จะประเมินความเหมาะสมกับรูปแบบงานเท่านั้น
5. บริษัทบางแห่งมีการกำหนดเงื่อนไขเอาไว้ชัดเจน
อย่างเช่น พนักงานใหม่ต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพภายในเวลาที่กำหนด หรือ พนักงานใหม่ต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน ที่โรงพยาบาลที่บริษัทหรือองค์กรกำหนดเท่านั้น
6. ไม่ควรปกปิดโรคประจำตัวที่คุณเป็นอยู่
การแจ้งประวัติสุขภาพแบบครบถ้วนจะช่วยให้แพทย์และองค์กรได้ประเมินถึงความเหมาะสม และยังป้องกันความเสี่ยงในระหว่างทำงานได้อีกด้วย
หากผล ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน ไม่ผ่าน จะต้องทำอย่างไร?
หากผลตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงานไม่ผ่าน คุณไม่ต้องตกใจ เพราะยังพอมีแนวทางจัดการเพื่อให้คุณสามารถเริ่มทำงานได้อย่างปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีรายละเอียดดังนี้
ประเมินผลตรวจและขอคำปรึกษาจากแพทย์
แพทย์จะช่วยอธิบายผลตรวจและชี้ให้เห็นว่าปัญหาสุขภาพของคุณเกิดจากอะไร รุนแรงระดับไหน และควรปรับปรุงหรือทำการรักษาอย่างไรบ้าง?
เข้ารับการรักษาและปรับพฤติกรรมตามคำแนะนำของแพทย์
อย่างเช่น การตรวจสุขภาพพบว่าคุณเป็นความดันโลหิตสูง น้ำตาลสูง หรือไขมันสูง แพทย์อาจจะให้คำแนะนำว่าควรปรับในเรื่องของอาหาร การออกกำลังกาย หรือรับยาตามอาการ เพื่อปรับสภาพร่างกายให้เหมาะสมกับงานที่ทำ เป็นต้น
ควรแจ้งผลและส่งเอกสารให้กับบริษัท
บริษัทหรือองค์กรควรได้รับข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับอาการหรือโรคที่ตรวจพบ เพื่อที่จะประเมินถึงความเหมาะสมกับตำแหน่งงานที่คุณสมัครงานเอาไว้ ในกรณีนี้ทางบริษัทอาจจะเสนอทางเลือกให้กับคุณเพิ่มเติม อย่างเช่น เลื่อนวันเริ่มต้นเข้าทำงานหรือปรับงานให้มีความเหมาะสมกับตัวคุณ เป็นต้น
ควรตรวจสุขภาพซ้ำและติดตามผล
ในบางกรณีแพทย์อาจจะให้คำแนะนำว่าควรตรวจสุขภาพซ้ำหลังเข้ารับการรักษา หรือควรปรับพฤติกรรม เพื่อที่จะยืนยันว่าสุขภาพและร่างกายของคุณเหมาะสมสำหรับการทำงาน
พิจารณาทางเลือกอื่น ๆ ร่วมด้วย
หากผลตรวจสุขภาพออกมาแล้วว่า สภาพร่างกายของคุณไม่สามารถทำงานตามตำแหน่งที่คุณสมัครงานไว้ได้ คุณอาจจะต้องพิจารณาตำแหน่งงานอื่น ๆ ที่เหมาะสมสำหรับคุณ หรืออาจจะรอให้ร่างกายพร้อมก่อนเข้าทำงาน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน (FAQ)
1. ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน จำเป็นต้องงดอาหารไหม?
คำตอบ : จำเป็นต้องอดอาหารก่อนเข้าตรวจสุขภาพ 8 – 10 ชั่วโมง เนื่องจากในอาหารหรือเครื่องดื่มต่าง ๆ มักจะมีสารอาหารที่ทำให้ค่าน้ำตาลและไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงเกินจริงได้ แต่ในกรณีที่ตรวจโปรแกรม ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน มาตรฐานทั่วไป อาจจะไม่ต้องงดน้ำและอาหาร
2. ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน รู้ผลกี่วัน?
คำตอบ : ระยะเวลาในการรอผลตรวจนั้น ส่วนมากผลตรวจจะออกภายใน 1 วันหรือน้อยกว่า ขึ้นอยู่กับความละเอียดในการตรวจ ถ้าเป็นการตรวจสุขภาพโดยทั่วไป อย่างเช่น ตรวจปัสสาวะ ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด อาจจะรอผลประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง แต่ถ้าหากเป็นการตรวจแบบรายการตรวจพิเศษ อย่างเช่น ตรวจปอด อาจจะต้องใช้ระยะเวลานานขึ้นนั่นเอง
3. หากมีโรคประจำตัว อย่างเช่น เบาหวาน ความดัน ไขมัน จะมีผลต่อการสมัครงานไหม?
ตอบ : โรคประจำตัวต่าง ๆ เหล่านี้ ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการสมัครงาน หากอยู่ในการควบคุมและยังคงสามารถปฏิบัติงานต่าง ๆ ได้ตามปกติ ซึ่งบริษัทบางแห่งอาจจะขอเอกสารยืนยันจากแพทย์ เพื่อที่จะประเมินความเหมาะสมต่อไป
4. หากกินยาคุมหรือวิตามิน จะมีผลกับการตรวจสุขภาพหรือไม่?
ตอบ : เนื่องจากยาคุมนับได้ว่าเป็นตัวยาฮอร์โมนเพศที่มีอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว การเจาะเลือดเพื่อตรวจร่างกายมักจะไม่มีการตรวจหาฮอร์โมน แต่สำหรับวิตามินนั้นควรงดก่อนตรวจสุขภาพ เพราะอาจจะส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลปนในปัสสาวะสูงกว่าปกติได้ และทำให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อนได้นั่นเอง
5. การตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน มีตรวจเอดส์ด้วยไหม?
ตอบ : การ ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน สามารถตรวจเพื่อหาเชื้อ HIV ได้ แต่จะต้องมีการเซ็นเอกสารเพื่อยินยอมก่อนเท่านั้น ซึ่งในทางกฎหมายบริษัทหรือองค์กรไม่มีสิทธิปฏิเสธที่จะรับคนเข้าทำงาน หรือให้พนักงานต้องออกจากงานด้วยเหตุผลที่ว่ามีเชื่อ HIV
6. ตรวจสุขภาพก่อนเริ่มทำงาน ใช้เวลานานแค่ไหน?
ตอบ : โดยทั่วไปแล้ว การตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน จะใช้ระยะเวลาโดยประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับรายการตรวจและความพร้อมของทางโรงพยาบาลหรือคลินิกที่คุณได้เลือกใช้บริการโดยตรง
สรุป
การ ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน นับได้ว่าเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยให้พนักงานพร้อมทั้งองค์กรได้มั่นใจว่า ร่างกายและจิตใจของผู้สมัครงานพร้อมทำงานในตำแหน่งที่สมัครไว้ ซึ่งการตรวจประกอบไปด้วยการตรวจร่างกายโดยทั่วไป การตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ ปอด หัวใจ วัดสายตา และตรวจหาโรคแทรกซ้อนจากสารเสพติด เพราะฉะนั้น หากใครอยากจะตรวจสุขภาพให้ผ่านฉลุย ควรเตรียมตัวงดน้ำงดอาหารและควรพักผ่อนให้เพียงพอ พร้อมทั้งควรงดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนตรวจสุขภาพ 1 วัน ซึ่งการตรวจสุขภาพนับได้ว่าเป็นการช่วยลดความเสี่ยงและช่วยเพิ่มความปลอดภัย และยังช่วยให้พนักงานพร้อมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
สำหรับท่านใดที่กำลังมองหาโอกาสใหม่ ๆ ที่จะช่วยให้คุณได้บรรลุเป้าหมายในชีวิตด้วยอาชีพที่คุณสนใจและอยากจะสมัครโดยตรง วันนี้คุณสามารถสมัครสมาชิกพร้อมฝากประวัติเพื่อสมัครงานได้ที่เว็บไซต์ Rongram Job แพลตฟอร์มหางานที่ได้รวบรวมตำแหน่งงานเอาไว้มากมายหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น งานโรงแรม งานโรงแรมนนทบุรี งานโรงแรมภูเก็ต หางานโรงแรมกระบี่ สมัครงานชลบุรี สมัครงานกรุงเทพ หางานปทุมธานี หรืออยุธยา วันนี้คุณสามารถหางานและสมัครงานได้ง่าย ๆ ที่ Rongram Job กันได้เลย ตำแหน่งงานดี ๆ และโอกาสดี ๆ รอคุณอยู่!
เกี่ยวกับผู้เขียน

Joy writer
ผู้เขียนบทความเกี่ยวกับการทำงานในอุตสาหกรรมโรงแรมและท่องเที่ยว
บทความที่เกี่ยวข้อง

pm 2.5 คืออะไร? อันตรายแค่ไหน รวมสาเหตุ วิธีป้องกัน และไอเทมสู้ฝุ่นที่ต้องมี

14 วิธีแก้ง่วงตอนทำงาน แก้ง่วงตอนบ่ายได้ผลจริง ไม่ต้องพึ่งกาแฟ

17 อาชีพเสริมสร้างรายได้หลังเลิกงาน ทำที่บ้านได้ ได้เงินจริง อัปเดต 2569

เจาะลึกเรื่อง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พร้อมตอบทุกข้อสงสัยที่มนุษย์เงินเดือนควรรู้!

คำพูด toxic คืออะไร? ต่างจากคน Toxic อย่างไร เช็กตัวอย่างพร้อมวิธีรับมือ

