pm 2.5 คืออะไร? อันตรายแค่ไหน รวมสาเหตุ วิธีป้องกัน และไอเทมสู้ฝุ่นที่ต้องมี
สุขภาวะในที่ทำงาน

pm 2.5 คืออะไร? อันตรายแค่ไหน รวมสาเหตุ วิธีป้องกัน และไอเทมสู้ฝุ่นที่ต้องมี

Joy writer
13 เมษายน 2569
6 นาทีในการอ่าน
35 ครั้ง
ฝุ่น pm 2.5

ด้วยสถานการณ์ฝุ่น pm 2.5 ในประเทศไทยที่ในตอนนี้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่มักจะพบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เกินมาตรฐานในหลาย ๆ จังหวัดหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างหนักหน่วงแบบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ วันนี้ Rongram Job จะขอนำพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับฝุ่น pm 2.5 ให้มากยิ่งขึ้น ตั้งแต่ pm 2.5 คืออะไร ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร รวมไปถึงแชร์ไอเทมสู้ฝุ่น ป้องกันมลพิษ จนทำให้เราหายใจสดชื่นกันได้แบบเต็มปอด ส่วนจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันได้เลยค่ะ

ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร และมีลักษณะเป็นอย่างไร?

ฝุ่น pm 2.5 เรียกว่า ฝุ่นละเอียด หรือ Final Particles ซึ่งนับได้ว่าเป็นอนุภาคฝุ่นละอองในอากาศที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 ไมครอน เทียบได้ว่ามีขนาดประมาณ 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ ซึ่งไม่มีกลิ่นและมีขนาดเล็กมาก จนถึงขั้นขนจมูกของมนุษย์เราที่คอยทำหน้าที่กรองฝุ่นละอองนั้นไม่สามารถกรอง PM 2.5 ได้ และ PM 2.5 ยังสามารถแพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด และเข้าไปอยู่ภายในอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายได้อีกด้วย โดยตัวฝุ่นจะเป็นพาหะนำสารอื่น ๆ เข้ามาด้วยเช่นกัน อย่างเช่น แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก และสารที่ก่อมะเร็ง

โดยปกติแล้ว ฝุ่น pm 2.5 จะแขวนลอยอยู่ภายในอากาศรวมกับไอน้ำ ควัน และก๊าซชนิดต่าง ๆ ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ฝุ่นละอองขนาดจิ๋ว แต่เมื่อได้มาอยู่รวมกันมักจะกินพื้นที่ภายในอากาศอย่างมหาศาล แถมยังล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศในปริมาณสูง ทำให้เกิดเป็นหมอกควันแบบที่เราเห็นกันได้ในปัจจุบัน

รวมสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทย

  • การคมนาคมขนส่ง ควันที่เกิดจากท่อไอเสีย และการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์

  • การเผาป่าและไฟป่า  สามารถเกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ และเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุด้วยกัน อย่างเช่น ฟ้าผ่า, กิ่งไม่เสียดสีกัน, การเกิดปฏิกิริยาเคมีจากแสงแดดในพื้นที่แห้ง แต่ในขณะเดียวกันพบว่า 90% ของการเกิดไฟป่าในประเทศไทย มักจะเกิดจากการเผาป่าโดยมนุษย์

  • การผลิตไฟฟ้าพร้อมทั้งโรงงานอุตสาหกรรมนิคมและอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมไปถึงการเผาปิโตเลียมและถ่านหินเพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยอุตสาหกรรมเหล่านี้มักจะก่อให้เกิดก๊าซพิษที่เกิดจากการเผาไหม้โดยตรง

  • การเผาเพื่อทำการเกษตรและการก่อสร้าง

  • การรวมตัวกันของก๊าซชนิดอื่น ๆ ภายในบรรยากาศ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์ หรือ SO2 และ ออกไซด์ของไนโตรเจน หรือ NOx รวมไปถึงสารพิษชนิดอื่น ๆ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ อย่างเช่น สารปรอท หรือ Hg , แคดเมียม หรือ Cd , อาร์เซนิก หรือ As และ โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน หรือ PAHs

ฝุ่นละออง PM 2.5 มักจะทวีความรุนแรงในช่วงใด

ฝุ่น pm 2.5 นับได้ว่าเป็นปัญหาที่ประเทศไทยต้องประสบกับปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่องในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ระดับ PM 2.5 ทวีความรุนแรงขึ้นจนติดอันดับโลก และปกคลุมหนาไปทั่วทุกพื้นที่ทั้งในกรุงเทพและปริมณฑล พร้อมทั้งภูมิภาคอื่น ๆ จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพเป็นอย่างมากและสร้างความวิตกกังวลให้กับคนไทยไม่ใช่น้อย

แต่ต้องอธิบายก่อนว่า อากาศที่อยู่ตรงบริเวณพื้นดินส่วนใหญ่จะมีอุณหภูมิที่สูงกว่าอากาศที่ลอยอยู่บนฟ้า และตามปกติแล้วอากาศอุณหภูมิสูงจะเคลื่อนตัวไปยังอากาศที่มีอุณหภูมิต่ำ และมักจะพัดพาเอาฝุ่นละออง ควัน และมลพิษต่าง ๆ ให้ลอยขึ้นไปบนฟ้า แต่ในช่วงที่อากาศเย็นหรือในช่วงฤดูหนาวนั้น นับได้ว่าเป็นช่วงที่ความกดอากาศจะสูงขึ้นจากทางตอนเหนือของประเทศที่เคลื่อนตัวลงมาปกคลุมพื้นที่ของประเทศไทย ส่งผลทำให้เกิดลักษณะของ “อากาศปิด” ในลักษณะนี้ ฝุ่น pm 2.5 จะไม่สามารถลอยขึ้นไปและไหลย้อนลงสู่พื้นดิน จนกระทั่งสะสมมากขึ้น และเมื่อบวกกับสภาพอากาศไม่ถ่ายเทในช่วงนั้น จึงเป็นเหตุให้หลาย ๆ คนต้องสูดดมฝุ่นควันอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดย PM 2.5 มักจะเกิดขึ้นและทวีความรุนแรงในช่วงต้นปีและปลายปีเป็นหลักนั่นเอง

กรุงเทพมหานคร 

พบว่าสถานการณ์ฝุ่นละอองจะรุนแรงเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม - มีนาคม มักจะเกิดฝุ่นในช่วงเดือนต่าง ๆ เหล่านี้ เนื่องจากช่วงเวลานี้อากาศจะนิ่งกว่าช่วงอื่น ๆ นั่นเอง

ภาคกลาง

พบว่าสถานการณ์ฝุ่นจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนมกราคม - เมษายน เป็นหลัก เพราะช่วงนี้จะได้รับผลกระทบจากฝุ่นข้ามพรมแดนประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมทั้งการเผาภาคเกษตร

ภาคตะวันตกและภาคตะวันออก

พบว่าสถานการณ์ฝุ่นจะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน - มีนาคม เป็นหลัก เพราะเป็นระยะที่เกษตรกรส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวนาข้าวและพืชผลทางการเกษตร ซึ่งจะเริ่มทำการเผาเพื่อที่จะปรับปรุงพื้นที่และเตรียมเพาะปลูกในรอบใหม่

ภาคเหนือ

พบว่าสถานการณ์ฝุ่น pm 2.5 จะทวีความรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม – พฤษภาคม เป็นหลัก ซึ่งทางภาคเหนือนั้นนับได้ว่าเป็นพื้นที่ราบที่มีภูเขาล้อมรอบ ลักษณะจะเหมือนกับแอ่งกระทะ ช่วงเดือนดังกล่าวนับได้ว่าเป็นช่วงที่มีสภาพอากาศนิ่งและแห้ง ไร้ลมพัด และมีความกดอากาศสูงมาก ทำให้เกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงมักจะมีการเผาภาคการเกษตรในช่วงนั้นเป็นจำนวนมาก

ภาคใต้

พบว่าสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 จะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคม – ตุลาคม เป็นหลัก เนื่องจากเป็นช่วงอุณหภูมิอากาศสูงขึ้น และความชื้นสัมพันธ์ต่ำ รวมไปถึงได้รับฝุ่นควันจากประเทศเพื่อนบ้านที่พัดเข้ามาร่วมด้วย

ฝุ่นละออง pm 2.5 ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไรบ้าง?

เนื่องจากฝุ่น pm 2.5 มีขนาดเล็กมาก จนทำให้มนุษย์เราหายใจรับฝุ่นพิษเข้าไปแบบไม่รู้ตัว โดยอันตรายจากฝุ่น PM 2.5 มีดังต่อไปนี้

1. ผลเสียต่อผิวหนัง

นอกจากฝุ่น PM 2.5 เข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจแล้ว ฝุ่น pm 2.5 ยังสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังได้ด้วย ซึ่งจะส่งผลทำให้ผิวหนังเกิดอาการอักเสบและเกิดสารอนุมูลอิสระ ทำให้เซลล์ผิวหนังต้องถูกทำลาย นอกจากนี้ผิวหนังภายนอกจะเกิดความหมองคล้ำ มีริ้วรอยจุดด่างดำได้ง่าย และอาจจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดการกำเริบของโรงผิวหนังบางชนิด อย่างเช่น อาการผิวแพ้ง่าย, โรคผื่นแพ้อากาศ, โรคลมพิษ เป็นต้น

2. ผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ฝุ่นละออง PM 2.5 ภายในอากาศจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ ยิ่งถ้าหากฝุ่นละอองมีขนาดเล็กมากเท่าไหร่ ยิ่งสามารถผ่านเข้าสู่ร่างกายของคนเราได้ง่ายขึ้นมากเท่านั้น ฝุ่นพิษเหล่านี้จะเดินทางเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหอบกำเริบได้ง่าย หากฝุ่นละอองสะสมภายในร่างกายไปเรื่อย ๆ อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดมะเร็งปอด, โรคถุงลมโป่งพองทั้ง ๆ ที่ผู้ป่วยไม่ได้สูบบุหรี่ และทำให้เกิดปัญหาทางโรคทางเดินหายใจแบบเรื้อรังได้ในที่สุด

3. ผลเสียต่อประสาทและสมอง

ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ที่มีขนาดเล็กจิ๋วจะสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้ง่ายจนเกิดการสะสมอยู่ในร่างกาย ซึ่งค่าฝุ่นที่สูงจะส่งผลทำให้ความดันโลหิตสูง เลือดมีความหนืด และทำให้มีอาการปวดหัวตรงบริเวณท้ายทอยบ่อยขึ้น รวมไปถึงหลอดเลือดแดงภายในสมองอาจจะเกิดการแข็งตัว นับได้ว่าเป็นสาเหตุหลัก ๆ ของโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งมาจากที่เส้นเลือดในสมองตีบแบบเฉียบพลันนั่นเอง

4. ผลเสียต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

อันตรายจากฝุ่น pm 2.5 นับได้ว่าสูงมากถึงระดับที่ว่า เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหลอดเลือดแข็ง, ความดันโลหิตสูง และเป็นโรคเบาหวานได้ ทั้งนี้หากสูดฝุ่นพิษเข้าไปโดยที่ไม่ได้รับการป้องกันในระยะเวลาหนึ่ง จะยิ่งส่งผลทำให้เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจจะรุนแรงถึงขั้นหัวใจวายเฉียบพลันได้

5. ผลเสียต่อดวงตา

ด้วยปริมาณฝุ่น pm 2.5 ที่มีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจจะส่งผลทำให้เกิดการระคายเคืองดวงตา ตาแห้ง ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ โรคกระจกตาอักเสบ และส่งผลทำให้กระจกตาถลอกได้ง่ายยิ่งขึ้น และในระยะยาวอาจจะทำให้จอประสาทตาผิดปกติและส่งผลต่อการมองเห็นได้ในที่สุด

ทำความเข้าใจกันก่อน ดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ AQI คืออะไร?

ดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ Air Quality Index  หรือ AQI  คือ  การรายงานข้อมูลคุณภาพอากาศเพื่อที่จะเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปได้รับทราบถึงสถานการณ์มลพิษทางอากาศของแต่ละพื้นที่ว่ากำลังอยู่ในระดับใด และมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยหรือไม่ โดยดัชนีคุณภาพอากาศ 1 ค่า สามารถใช้เป็นตัวแทนค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศได้ถึง 6 ชนิด ดังต่อไปนี้

  1. ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5

  2. ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน หรือ PM 10

  3. ก๊าซโอโซน 03

  4. ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ CO

  5. ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ NO2

  6. ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ SO2

วิธีเช็คค่าฝุ่น pm 2.5 ระดับไหน ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

สำหรับดัชนีคุณภาพทางอากาศของประเทศไทยนั้น ถูกแบ่งออกเป็น 5 ระดับด้วยกัน ตั้งแต่ 0 – 201 ขึ้นไป ซึ่งแต่ละระดับนั้นจะใช้สีเพื่อเป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบระดับของผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย โดยดัชนีคุณภาพอากาศ 100 มักจะมีค่าเทียบเท่ากับมาตรฐานคุณภาพอากาศภายในบรรยากาศทั่วไป หากดัชนีคุณภาพอากาศมีค่าสูงเกินกว่า 100 แสดงว่าค่าความเข้มข้นของมลพิษทางอากาศนั้นมีค่าเกินกว่ามาตรฐานและคุณภาพอากาศในวันนี้จะเริ่มส่งผลต่อสุขภาพของทุกคนโดยตรง  โดย เกณฑ์ดัชนีคุณภาพอากาศในประเทศไทย มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

0 – 25 /  สัญลักษณ์สีฟ้า  เท่ากับ คุณภาพอาการดีมาก

เหมาะสำหรับทำกิจกรรมกลางแจ้งและท่องเที่ยว

26 – 50 / สัญลักษณ์สีเขียว เท่ากับ คุณภาพอากาศดี

สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ พร้อมทั้งท่องเที่ยวได้ตามปกติ

51 – 100 /  สัญลักษณ์สีเหลือง  เท่ากับ คุณภาพปานกลาง

  • สำหรับประชาชนทั่วไป สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปกติ

  • สำหรับกลุ่มคนที่ต้องดูแลสุขภาพอย่างเป็นพิเศษ  หากมีอาการเบื้องต้น อย่างเช่น ไอ, หายใจลำบาก, มีอาการระคายเคืองตา เป็นต้น  ควรลดระยะเวลาในการทำกิจกรรมกลางแจ้ง

101 – 200 /  สัญลักษณ์สีส้ม  เท่ากับ เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

  • สำหรับประชาชนทั่วไป  ควรเฝ้าระวังสุขภาพ หากมีอาการเบื้องต้น อย่างเช่น ไอ, หายใจลำบาก, ระคายเคืองตา  ควรลดระยะเวลาในการทำกิจกรรมกลางแจ้งทันที หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองในกรณีที่จำเป็นต้องใช้

  • สำหรับกลุ่มคนที่ต้องดูแลสุขภาพอย่างเป็นพิเศษ  ควรลดระยะเวลาในการทำกิจกรรมกลางแจ้งลง หรือควรใช้อุปกรณ์เพื่อป้องกันตนเองในกรณีที่จำเป็น หากมีอาการทางสุขภาพ อย่างเช่น ไอ, หายใจลำบาก, ตาอักเสบ, มีอาการแน่นหน้าอก, ปวดศีรษะ, หัวใจเต้นไม่เป็นปกติ, คลื่นไส้และมีอาการอ่อนเพลีย ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน

201 ขึ้นไป /  สัญลักษณ์สีแดง  เท่ากับ มีผลกระทบต่อสุขภาพ

ในกรณีนี้ ทุกคนควรหลีกเลี่ยงที่จะทำกิจกรรมกลางแจ้ง และควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง และควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง หากมีอาการทางสุขภาพควรพบแพทย์ทันที

ใครบ้างที่จัดได้ว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงเมื่อมีฝุ่นละออง PM 2.5

เนื่องด้วยฝุ่นละออง pm 2.5 สามารถแทรกซึมลึกเข้าไปในทางเดินหายใจและระบบไหลเวียนโลหิตโดยตรง หากเราสูดฝุ่นพิษเข้าไปเป็นจำนวนมากและไม่ได้มีการป้องกัน จะยิ่งทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อโรคปอดและโรคหัวใจ ทั้งนี้ระดับความรุนแรงของโรคอาจจะขึ้นอยู่กับความแข็งแรงและสุขภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ส่วนใครบ้างที่จะมีความเสี่ยงต่อผลกระทบจาก pm 2.5 มากที่สุด ทางเราขอสรุปสั้น ๆ ดังนี้

1. เด็ก

เนื่องจากอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายของเด็ก ๆ นั้นกำลังอยู่ในช่วงพัฒนาและเติบโต ระบบภูมิคุ้มกันโรคก็ยังไม่สมบูรณ์เท่ากับผู้ใหญ่ ฝุ่น PM 2.5 ภายในอากาศจะสามารถเดินทางเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือดของเด็ก ๆ ได้ง่ายมากขึ้นหากไม่มีการป้องกันแบบถูกวิธี อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะเกิดโรคร้ายแรงถึงแม้ว่าอายุจะน้อยก็ตาม

2. หญิงตั้งครรภ์

เนื่องจาก PM 2.5 ที่มีอนุภาคขนาดเล็กสามารถส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้โดยตรง จากการศึกษาพบว่า หากฝุ่นละออง PM 2.5 เข้าสู่ร่างกายของผู้หญิงที่ตั้งครรภ์มากจนเกินไป นอกจากจะส่งผลร้ายต่อคุณแม่แล้วก็ยังมีผลต่อการตั้งครรภ์ได้ด้วย อย่างเช่น การแท้งบุตร, การคลอดก่อนกำหนด และยังคงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของทารกในครรภ์ได้อีกด้วย

3. ผู้สูงอายุ

หาก PM 2.5 เข้าไปในร่างกายของผู้สูงอายุ จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคหอบหืดได้ และด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้นนี้ ส่งผลทำให้อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายเริ่มเสื่อมสภาพ และยังส่งผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันและระบบการทำงานของร่างกายมีลักษณะถดถอยลง เมื่อต้องเผชิญกับเชื้อโรคและฝุ่นละอองพร้อมทั้งมลภาวะทางอากาศ

4. ผู้ที่มีโรคประจำตัว

อันตรายที่เกิดจากฝุ่นละออง PM 2.5 นั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับปอด, โรคระบบทางเดินหายใจและโรคหัวใจ เมื่อได้รับฝุ่นพิษในปริมาณมากย่อมทำให้อาการต่าง ๆ กำเริบขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย

5. กลุ่มคนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง

อีกหนึ่งกลุ่มเสี่ยง คือ กลุ่มคนที่จำเป็นจะต้องทำงานกลางแจ้งในทุก ๆ วัน อย่างเช่น พ่อค้า – แม่ค้า, คนขับรถ, แรงงานก่อสร้าง เป็นต้น ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้นับได้ว่ามีความเสี่ยงสูงมาก เนื่องจากต้องสัมผัสกับฝุ่นละออง pm 2.5 โดยตรงทุกวันและเป็นระยะเวลานาน ๆ

สัญญาณเตือนสำคัญ บ่งบอกว่าคุณกำลังโดน pm 2.5 เล่นงาน

สำหรับท่านใดที่กำลังคิดว่า PM 2.5 ไม่อันตรายเพราะเป็นแค่ฝุ่นละออง หากคุณคิดแบบนี้ทางเราอยากให้คุณเปลี่ยนความคิดด่วนเลยค่ะ เพราะด้วยละอองฝุ่นที่มีขนาดเล็กมากจนเรามองไม่เห็น ทำให้เข้าสู่ร่างกายของคนเราได้ง่าย และฝุ่นพิษนี้ก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราเป็นอย่างมาก สำหรับในกรณีที่โหดร้ายอาจจะพบเจอกับโรคร้ายแรงอย่างที่ไม่ควรจะต้องพบเจอ และอาจจะต้องเสี่ยงเสียชีวิตเพราะแค่สิ่งหนึ่งที่เราเรียกว่า “ฝุ่น” ส่วนจะมีอาการไหนบ้างที่บ่งบอกว่าคุณกำลังโดนเจ้าฝุ่นตัวร้ายนี้เล่นงานอยู่ ไปดูกันเลยค่ะ

  1. มีอาการตาแดง  โดยเฉพาะตรงบริเวณเปลือกตา ซึ่งอาจจะมีอาการบวมร่วมด้วย ใต้ตาช้ำ สามารถสังเกตได้ง่าย ๆ จากสีที่คล้ำขึ้นและมีน้ำตาไหลบ่อยขึ้น

  2. ผิวหนัง  มีลักษณะเป็นตุ่มหรือขึ้นผื่น มีลักษณะนูนแดงกระจายไปทั่วผิวหนัง

  3. มีอาการคันและแสบ พร้อมทั้งรู้สึกแน่นในโพรงจมูกและมีน้ำมูกแบบใส

  4. มีอาการไอ จาม และรู้สึกแน่นหน้าอก

  5. มีอาการตัวร้อน เป็นไข้

สำหรับในช่วงแรก ๆ หลังจากที่ได้รับฝุ่น pm 2.5 อาจจะไม่ค่อยมีอาการหรือได้รับผลกระทบมากนัก แต่ถ้าหากได้รับฝุ่นพิษเป็นจำนวนมากและติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ๆ จนกระทั่งสะสมมากขึ้นภายในร่างกาย อาจจะได้รับผลกระทบร้ายแรงในระยะยาวทั้งภายในและภายนอก ดังนี้

  • สมองมีพัฒนาการช้า และมีภาวะสมาธิสั้น

  • เป็นโรคภูมิแพ้, โรคหอบหืด ในผู้ที่เป็นภูมิแพ้ฝุ่นอยู่แล้วจะยิ่งถูกกระตุ้นทำให้เกิดอาการมากขึ้นเรื่อย ๆ

  • อาจจะเป็นโรคร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ อย่างเช่น โรคมะเร็งปอด หัวใจขาดเลือด ปอดอักเสบ เป็นต้น

  • มีอาการปวดแสบปวดร้อนตรงบริเวณผิวหนัง หากเป็นหนักมากขึ้นอาจเกิดลมพิษตรงบริเวณใบหน้า ข้อพับ และขาหนีบ

  • ทำร้ายเซลล์ผิวหนัง ส่งผลทำให้ผิวอ่อนแอลง ผิวเหี่ยวย่นง่ายขึ้น

  • สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์ หากสูดดม pm 2.5 เป็นระยะเวลานาน ๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ร่วมด้วย

เมื่อมีฝุ่น PM 2.5 มากขึ้น ควรดูแลตนเองอย่างไร?

ฝุ่นละออง pm 2.5 ของประเทศไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เราทุกคนควรเตรียมความพร้อมในการป้องกันตนเอง เพราะฉะนั้น เรามาดูวิธีดูแลตนเองให้มีสุขภาพที่แข็งแรงและพร้อมที่จะสู้กับฝุ่นพิษ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ทำความสะอาดที่อยู่อาศัยอย่างเป็นประจำ

ควรทำความสะอาดที่อยู่อาศัยของคุณอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำลังฝุ่นละอองภายในบ้านโดยตรง

2. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ

เนื่องจาก น้ำ จะช่วยเร่งการขับฝุ่นพิษ pm 2.5 ที่เล็ดลอดเข้าไปในกระแสเลือดให้ออกไปจากร่างกายในรูปแบบของปัสสาวะได้มากยิ่งขึ้น

3. ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

  • อาหารที่มีสารซัลโฟราเฟน  ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการลดอาการอักเสบ และยังช่วยกำจัดสารพิษภายในร่างกาย ซึ่งพบได้มากในผัก อย่างเช่น บรอกโคลี กะหล่ำปลี เป็นต้น

  • อาหารที่มีวิตามินเอ  ซึ่งมีส่วนเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของปอด พร้อมทั้งกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น อย่างเช่น แครอท ผักบุ้ง ฟักทอง เป็นต้น

  • อาหารที่มีวิตามิน C  ซึ่งมีส่วนช่วยในการต้นอนุมูลอิสระ และยังช่วยลดอาการอักเสบภายในร่างกายได้ดี อย่างเช่น มะละกอ ฝรั่ง และสับปะรด เป็นต้น

  • อาหารที่อุดมไปด้วยโอเมก้า 3  ซึ่งมีส่วนช่วยในการลดผลกระทบจากฝุ่นพิษ PM 2.5 ได้ดีเลิศ เนื่องจากโอเมก้า 3 จะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดอาการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ ปอด สมอง และหลอดเลือด จึงช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันที่ดีให้กับร่างกายได้ อย่างเช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาช่อน เป็นต้น

4. ปลูกต้นไม้ฟอกอากาศ

ต้นไม้ฟอกอากาศส่วนใหญ่จะทำหน้าที่ช่วยเพิ่มการดูดซับฝุ่นละอองภายในอากาศได้เป็นอย่างดี โดยการปลูกต้นไม้ฟอกอากาศในบริเวณบ้านนับได้ว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ง่าย ๆ  ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างบรรยากาศดี ๆ ให้กับบ้านของคุณได้ด้วย  

9 วิธีป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5

เมื่อฝุ่น PM 2.5 ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ การปกป้องตนเองจากฝุ่นนับได้ว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนควรทำความเข้าใจและให้ความสำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ในหลาย ๆ ระบบ มาดูกันว่าปัจจุบันมีวิธีป้องกันขั้นพื้นฐานอะไรบ้างที่เราทุกคนควรทำ

ตรวจสอบ AQI หรือ Air Quality Index อย่างเป็นประจำ

ดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ AQI นั้น นับได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เรานั้นประเมินถึงความเสี่ยงได้ และยังสามารถวางแผนกิจกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวันได้อย่างเหมาะสม โดยแบ่งระดับคุณภาพอากาศเป็นสีต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับสีฟ้า (อากาศดีมาก) ไปจนถึงระดับสีแดง (อันตราย) ซึ่งการติดตามค่า AQI อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝุ่น pm 2.5 ได้อย่างทันท่วงทีนั่นเอง

เมื่อฝุ่นเยอะขึ้นและต้องออกไปข้างนอก ควรสวมหน้ากากอนามัย N95

หน้ากากกันฝุ่น PM 2.5 อย่าง “หน้ากาก N95” นับได้ว่าเป็นอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถทำหน้าที่กรอกอนุภาคฝุ่นละออง pm 2.5 ได้ถึงระดับ 95% ข้อสำคัญก็คือ ต้องเลือกหน้ากากที่ได้มาตรฐาน และควรสวมให้กระชับมีความพอดีกับใบหน้า โดยที่ไม่มีช่องว่างให้อากาศรั่วไหลถึงจะได้ประสิทธิภาพในการป้องกันสูงสุด

หลีกเลี่ยงการออกนอกอาคารที่ไม่จำเป็นและทำกิจกรรมกลางแจ้ง

ในวันที่ค่าฝุ่น pm 2.5 พุ่งทะยานสูงสุดจนเกินมาตรฐานแบบนี้ การอยู่ในที่ร่มหรือภายในอาคารนับได้ว่าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยอย่างมากที่สุด หากจำเป็นจะต้องออกนอกอาคารควรเลือกช่วงเวลาที่มีค่าฝุ่นต่ำลง อย่างเช่น หลังฝนตกหรือช่วงสายของวัน เป็นต้น และควรสวมอุปกรณ์ป้องกันอย่างครบถ้วนด้วย

งดการออกกำลังกายกลางแจ้ง

ในช่วงที่ฝุ่น PM 2.5 พุ่งทะยานสูงขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้ ควรงดการออกกำลังกายกลางแจ้งเป็นสำคัญ เนื่องจากการออกกำลังกายกลางแจ้งนั้นจะทำให้ร่างกายได้รับฝุ่นละอองได้ง่ายมากขึ้น เพราะฉะนั้น ควรออกกำลังกายภายในบ้านอย่างเหมาะสมจะดีที่สุด

ล้างจมูกอย่างถูกวิธี

การล้างจมูกนับได้ว่ายังคงมีหลาย ๆ คนที่ไม่กล้าทำและรู้สึกกลัว แต่เมื่อฝุ่น PM 2.5 มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้ การล้างจมูกอย่างถูกวิธี นับได้ว่าเป็นการทำความสะอาดจมูกและยังช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อทางเดินหายใจได้อีกด้วย

ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ HEPA Filter

สำหรับเครื่องฟอกอากาศที่มีระบบกรอง HEPA นับได้ว่าเป็นตัวช่วยที่สำคัญในการกำจัดฝุ่น pm 2.5 ภายในอาคารหรือบ้านเรือน ควรเลือกขนาดที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ที่ใช้งาน และควรวางในจุดที่มีการใช้งานบ่อยครั้ง อย่างเช่น ห้องนอน ห้องทำงาน เพื่อให้การฟอกอากาศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ลดการเผาไหม้ในชีวิตประจำวัน

ควรงดหรือลดการเผาไหม้ในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคมนาคมขนส่ง การทำการเกษตร โดยจะต้องพิจารณาถึงเหตุผลจำเป็นและให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น

ปลูกต้นไม้ฟอกอากาศในบ้าน

การเพิ่มพื้นที่สีเขียวไว้ภายในบ้านด้วยต้นไม้ฟอกอากาศนั้น นับได้ว่าเป็นวิธีธรรมชาติที่จะช่วยปรับปรุงคุณภาพของอากาศภายในบ้านได้ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความสดชื่นและบรรยากาศดี ๆ ภายในบ้านได้อีกด้วย หากคุณไม่รู้จะปลูกต้นไม้ชนิดไหนดี ทางเรา Rongram Job ขอแนะนำ ต้นไม้ 3 ชนิดที่นับได้ว่าปลูกง่าย ดูแลได้ไม่ยาก นั่นก็คือ ต้นเฟิร์นบอสตัน, ต้นยางอินเดีย, ต้นไทรใบสัก ซึ่งนับได้ว่าเป็นต้นไม้ฟอกอากาศที่มีคุณสมบัติดักจับฝุ่นละอองได้ดีเลยทีเดียว

การฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ และควรหมั่นตรวจสุขภาพตา

เมื่อฝุ่น PM 2.5 พุ่งทะยานเกินบรรยาย ซึ่งมีแต่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของเราโดยตรง การดูแลสุขภาพแบบเชิงป้องกันนับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญในยุคที่มลพิษทางอากาศรุนแรงยิ่งขึ้น การฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบหลาย ๆ ท่านอาจจะรู้สึกหวาดกลัวหรือรู้สึกว่าไม่จำเป็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง อย่างเช่น ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป, ผู้ป่วยเรื้อรัง, ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่อย่างเป็นประจำ เป็นต้น นอกจากนี้ การตรวจสุขภาพดวงตาอย่างสม่ำเสมอก็ถือได้ว่ามีความจำเป็นเช่นเดียวกัน เนื่องจากฝุ่นละอองสามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองได้เสมอ และอาจจะส่งผลทำให้เกิดอาการอักเสบของดวงตาได้ด้วย

แนะนำ 4 Gadget ที่ช่วยให้คุณรับมือกับฝุ่น PM 2.5 ได้ดียิ่งขึ้น

นอกจาก วิธีป้องกันฝุ่น pm 2.5 แบบขั้นพื้นฐานแล้ว ทางเราอยากจะขอแนะนำ 4 Gadget ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการรับมือกับฝุ่น PM 2.5 ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งแต่ละตัวจะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้างนั้น ไปติดตามกันต่อได้เลยค่ะ

1. แอปพลิเคชันตรวจสอบค่าฝุ่นโดยตรง

สำหรับแอปพลิเคชัน อย่าง AirVisual และ Air4Thai จะช่วยให้คุณติดตามค่าคุณภาพทางอากาศแบบเรียลไทม์ได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีการแจ้งเตือนเมื่อค่าฝุ่นนั้นเกินมาตรฐาน ส่งผลทำให้สามารถวางแผนการใช้ชีวิตประจำวันได้ดี และเตรียมการป้องกันไว้ได้แบบล่วงหน้าในวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐานจนทำลายสุขภาพในที่สุด ใครที่ยังไม่มี ทางเราแนะนำให้คุณดาวน์โหลดไว้ในสมาร์ตโฟนของคุณ สามารถใช้งานได้ฟรีและไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

2. อุปกรณ์ใช้ตรวจสอบฝุ่น PM 2.5 แบบพกพา

เครื่องวัดคุณภาพอากาศขนาดพกพานั้น มีส่วนช่วยทำให้คุณสามารถตรวจสอบค่าฝุ่นละอองภายในพื้นที่ที่คุณอาศัยอยู่ได้ทันที ส่งผลทำให้สามารถตัดสินใจเลือกใช้อุปกรณ์ในการป้องกันได้อย่างเหมาะสม และควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงร่วมด้วย

3. เครื่องฟอกอากาศแบบพกพา

สำหรับเครื่องฟอกอากาศแบบพกพาหรือแบบห้อยคอนั้น นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมใหม่เพื่อป้องกันฝุ่น pm 2.5 ผ่านการสร้างประจุลบรอบตัวผู้ใช้งาน ส่งผลทำให้อนุภาคฝุ่นละอองจับตัวกันและตกลงสู่พื้นในทันที ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในระหว่างการเดินทางหรือทำกิจกรรมนอกบ้าน นั่นเอง

4. หน้ากากฟอกอากาศ

หน้ากากฟอกอากาศนับได้ว่าเป็น Gadget ที่เหมาะสำหรับกลุ่มคนที่ไม่ชอบใส่หน้ากากอนามัย N95 เนื่องจากสวมใส่แล้วหายใจไม่ค่อยสะดวก มาพร้อมกับพัดลมระบายอากาศและเซนเซอร์การตรวจจับการหายใจ ซึ่งจะช่วยให้หายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น ถึงแม้ในสภาพอากาศที่มีฝุ่นละอองสูงมากเช่นนี้ บางรุ่นอาจจะยังมีการเชื่อมต่อบลูทูธเพื่อติดตามคุณภาพการหายใจ และคอยแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนไส้กรอง

ประเภทของหน้ากากอนามัย ที่สามารถป้องกัน PM 2.5 ได้

หน้ากาก N95

หน้ากาก N95 นับได้ว่าเป็นหน้ากากที่ได้รับมาตรฐานและมีประสิทธิภาพสูง สามารถทำหน้าที่กรองละอองที่มีขนาดเล็กได้ถึงระดับ 0.3 ไมครอนที่มีอยู่ในอากาศอย่างน้อยร้อยละ 95 ทำให้เป็นหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันฝุ่น pm 2.5 ได้ดี

หน้ากากอนามัยทางการแพทย์

สำหรับ หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ นั้น สามารถปกป้องระบบทางเดินหายใจจากมลพิษ ฝุ่นละออง เชื้อโรค โดยจะมีชั้นกรองถึง 3 ชั้นด้วยกัน หากสวมหน้ากากอนามัยซ้อนกัน 2 ชั้น จะสามารถช่วยป้องกัน PM 2.5 ได้ดียิ่งขึ้น

หน้ากาก 3D

หน้ากาก 3D นับได้ว่าเป็นหน้ากากอนามัยกันฝุ่นสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งมีความยืดหยุ่นและเข้ากับรูปหน้าได้อย่างแนบชิด สามารถป้องกันเชื้อไวรัส พร้อมทั้งป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 ได้อีกด้วย

หน้ากาก KF94

สำหรับ หน้ากาก KF94 ถือได้ว่าเป็นหน้ากากอนามัยสัญชาติเกาหลี KF หรือ Korea Filter ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐาน KOSHA สามารถป้องกันฝุ่น pm 2.5 ได้ดีระดับร้อยละ 94 เลยทีเดียว

การตรวจสุขภาพเมื่อเผชิญกับฝุ่น pm 2.5

เมื่อใดก็ตามที่พบว่าคุณกำลังมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หรือนับได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจสอบสุขภาพ ดังต่อไปนี้

การตรวจพื้นฐาน

  • ตรวจเพื่อวัดสมรรถภาพของปอด เพื่อที่จะประเมินการทำงานของปอดว่ายังเป็นปกติดีอยู่หรือไม่?

  • ตรวจเอกซเรย์ทรวงอก เพื่อตรวจดูสภาพปอดและตรวจหาความผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นได้

  • ตรวจการทำงานของหัวใจ  หากมีอาการที่เกี่ยวข้องโดยตรง

การตรวจเพิ่มเติม สำหรับในกรณีที่จำเป็น

  • CT Scan ปอด  เพื่อตรวจสอบรายละเอียดให้มากขึ้น

  • ตรวจหาเครื่องหมายการอักเสบภายในเลือด

  • พบแพทย์เฉพาะทางระบบทางเดินหายใจ  เพื่อรับการประเมินและรักษาโรคตามความเหมาะสม

การติดตามสุขภาพแบบระยะยาว

สำหรับผู้ที่อยู่อาศัยภายในพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่นละออง pm 2.5 เป็นประจำ

  • ควรตรวจสุขภาพประจำปี  รวมไปถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งปอด

  • ติดตามอาการทางระบบทางเดินหายใจ พร้อมทั้งบันทึกไว้โดยตรง

  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน พร้อมทั้งการดูแลสุขภาพในเชิงป้องกัน

รวมความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการป้องกัน pm 2.5

เมื่อพูดถึงการป้องกัน pm 2.5 แล้ว ปัจจุบันยังนับได้ว่ามีความเชื่อผิด ๆ อยู่หลายประการที่อาจจะทำให้รับมือกับฝุ่น PM 2.5 ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

1. ตัวกรองจมูก หรือ Nasal Filter ใช้ป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้

ถึงแม้ว่าตัวกรองจมูกจะสามารถช่วยทำหน้าที่กรองฝุ่นละอองที่ผ่านเข้ามาจากทางจมูกได้บางส่วน แต่ในเรื่องของประสิทธิภาพในการป้องกันฝุ่น PM 2.5 นั้น ยังไม่เทียบเท่ากับหน้ากาก N95 เนื่องจากไม่สามารถป้องกันการหายใจทางปากได้ และยังมีโอกาสเกิดช่องว่างระหว่างตัวกรองกับผนังจมูก ส่งผลทำให้ฝุ่นละอองสามารถเล็ดลอดเข้าไปได้นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แนะนำให้ใช้ทดแทนหน้ากาก N95 โดยเฉพาะภายในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงโดยตรง

2. ใส่หน้ากากอนามัยแบบทั่วไปก็สามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้

หน้ากากอนามัยโดยทั่วไปมักจะถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคและละอองน้ำลายเป็นหลัก ซึ่งไม่ได้มีคุณสมบัติในการป้องกันหรือกรองฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กอย่าง PM 2.5 เนื่องจากมีช่องว่างระหว่างเส้นใยที่ค่อนข้างขนาดใหญ่กว่าขนาดของฝุ่น หากต้องการอยากจะป้องกันฝุ่น PM 2.5 โดยตรง ควรเลือกใช้หน้ากากกันฝุ่น PM 2.5 อย่างเช่น หน้ากาก N95 ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานและควรสวมใส่อย่างถูกวิธีเท่านั้น

3. หากอยู่ในบ้านหรือในอาคารก็ปลอดภัยจากฝุ่น PM 2.5 แล้ว

หลายคนอาจจะยังคงเข้าใจผิดอยู่ว่า การอยู่ในบ้านหรืออาศัยอยู่ในอาคารย่อมปลอดภัยจากฝุ่น pm 2.5 แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น ฝุ่นละอองขนาดเล็กสามารถแทรกซึมเข้าสู่ตัวบ้านหรืออาคารผ่านช่องว่างต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ อย่างเช่น ประตู หน้าต่าง หรือแม้กระทั่งระบบระบายอากาศ เป็นต้น การที่เราอาศัยอยู่ภายในบ้านจึงจำเป็นจะต้องมีมาตรการป้องกันเพิ่มเติม อย่างเช่น การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ, การปิดประตูหน้าต่างให้สนิททั้งหมด และการทำความสะอาดบ้านอย่างสม่ำเสมอ นั่นเอง

คำถามที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับ ฝุ่น pm 2.5  (FAQ)

1. ฝุ่น pm 2.5 มีขนาดเล็กแค่ไหน?

ฝุ่นละออง pm 2.5 มีขนาดเล็กจิ๋วระดับ 2.5 ไมครอน เรียกได้ว่าเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมเราหลายเท่าตัว มีขนาดเล็กจนมองไม่เห็น และมีขนาดเล็กมากจนขนจมูกของคนเราไม่สามารถทำการกรองฝุ่น pm 2.5 ได้เลย

2. ค่าฝุ่น PM 2.5 โดยปกติแล้วไม่ควรเกินเท่าไหร่ จึงจัดว่าปลอดภัยต่อสุขภาพ?

ค่าฝุ่น PM 2.5 โดยปกติแล้วไม่ควรเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาสก์เมตร ถึงจะนับได้ว่าปลอดภัยต่อสุขภาพและเหมาะสมกับการดำเนินชีวิต หากเช็คจากดัชนีคุณภาพอากาศ หรือ Air Quality Index หรือ AQI ระดับฝุ่นไม่ควรเกินโซนสีเหลืองเท่านั้น

3. ฝุ่น PM 2.5 สามารถเข้ามาภายในบ้านได้หรือไม่?

ฝุ่นละออง pm 2.5 ที่มีขนาดเล็กจนเรามองไม่เห็นนั้น สามารถเล็ดลอดผ่านตามช่องต่าง ๆ ที่มีขนาดเล็กได้ ไม่ว่าจะเป็นประตู หน้าต่าง หรือพื้นที่ว่างในตัวบ้าน จึงเป็นเหตุให้เราทุกคนควรมีเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านหรือควรปลูกต้นไม้ฟอกอากาศ เพื่อช่วยจัดการฝุ่นพิษโดยตรงนั่นเอง

4. ฝุ่น PM 2.5 สามารถเข้าไปในรถยนต์ได้หรือไม่?

ฝุ่นพิษ PM 2.5 สามารถเข้าไปภายในรถยนต์ได้อย่างสบาย ๆ ถึงแม้ว่ารถยนต์จะมีแผ่นกรองอากาศที่ติดอยู่กับเครื่องปรับอากาศก็ตาม แต่ด้วยขนาดของ PM 2.5 ที่มีขนาดเล็กและจิ๋วมาก จึงสามารถเล็ดลอดเข้าไปในรถยนต์ได้บางส่วนอย่างแน่นอน

5. ฝุ่น PM 2.5 สามารถป้องกันด้วยการใส่หน้ากากอนามัยทั่วไปได้หรือไม่?

ตามปกติแล้ว หน้ากากอนามัยทั่วไปนับได้ว่าไม่สามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ แต่ปัจจุบัน มีหน้ากากอนามัยที่ถูกผลิตขึ้นมาให้เป็นหน้ากากอนามัยหลายชั้น พร้อมทั้งระบุว่าสามารถกรอง PM 2.5 ได้เช่นกัน แต่ทางที่ดีควรใช้หน้ากากชนิด N95 ซึ่งนับได้ว่าเป็นหน้ากากที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันฝุ่น PM 2.5 มากที่สุด

สรุป

วิกฤติฝุ่น pm 2.5 นั้น นับได้ว่าเป็นสภาพอากาศที่เป็นอันตรายต่อประชาชนทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทยตอนนี้ นอกจากประชาชนต้องหาวิธีในการป้องกันตนเองเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตตามปกติต่อไปได้แล้ว ภาครัฐเองก็ควรมีส่วนสำคัญที่จะช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นละออง โดยการออกมาตรการที่เคร่งครัดขึ้น เพื่อที่จะช่วยลดปริมาณการกระทำที่นับได้ว่าเป็นต้นตอสาเหตุของการเกิดฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน

และในทางกลับกัน ความรุนแรงของปัญหา PM 2.5 นับได้ว่ามีแนวโน้มที่จะกินระยะเวลานานและเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปีที่ผ่านมา ซึ่งการรับมือกับปัญหามลพิษทางอากาศและฝุ่น pm 2.5 จำเป็นจะต้องอาศัยการป้องกันที่รอบด้านและมีความต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่มีระดับ PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานเช่นนี้ จึงไม่ควรมองข้ามการดูแลและการป้องกันตนเองแบบเคร่งครัดก่อนที่จะสายเกินแก้ ไม่ว่าจะเป็น การติดตามสถานการณ์ฝุ่นผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ , การใช้อุปกรณ์ในการป้องกันแบบส่วนบุคคล อย่างเช่น การสวมใส่หน้ากาก, การติดตั้งเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านหรืออาคาร, การปลูกต้นไม้ฟอกอากาศภายในบ้าน เป็นต้น หากนำมาใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสม จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากผลกระทบของฝุ่น PM 2.5 ต่อสุขภาพได้ดีและมีประสิทธิภาพ

แชร์บทความ:

เกี่ยวกับผู้เขียน

Joy writer

Joy writer

ผู้เขียนบทความเกี่ยวกับการทำงานในอุตสาหกรรมโรงแรมและท่องเที่ยว