
หากเริ่มต้นดีย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นหาเริ่มต้นเร็วด้วย เกษียณไปก็ไม่จำเป็นจะต้องกังวลว่าใครจะดูแลเรา เนื่องจากเรามีเงินออมที่งอกเงยตั้งแต่เราทำงาน วันนี้ Rongram Job จะขอนำพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งนับได้ว่าเป็นเงินออมเกษียณของมนุษย์เงินเดือนที่ควรทำไว้ตั้งแต่ช่วงอายุน้อย ๆ ส่วนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพคืออะไร ทำไมมนุษย์เงินเดือนควรเข้าร่วม และเราจะมีโอกาสได้รับเงินตอนไหนบ้าง? บทความนี้มีคำตอบค่ะ
ไขข้อข้องใจ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คืออะไรกันแน่?
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund หรือเรียกย่อ ๆ ว่า PVD นับได้ว่าเป็นสวัสดิการกองทุนรูปแบบหนึ่งที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นหลักประกันให้กับลูกจ้างหรือพนักงานในยามที่ต้องเกษียณอายุ โดยกองทุนนี้ลูกจ้างและนายจ้างต่างก็ร่วมกันจัดตั้งขึ้นมาด้วยความสมัครใจ โดยเงินกองทุนจะมาจากการนำส่งเข้าเป็นประจำทุก ๆ เดือน จากทางฝั่งของลูกจ้างและฝั่งของนายจ้าง ซึ่งเงินส่วนนี้ที่ลูกจ้างต้องนำส่ง เรียกว่า “เงินสะสม” ส่วนเงินจากนายจ้างที่ต้องนำส่ง เรียกว่า “เงินสมทบ”
สำหรับเงินสะสมที่เราได้นำส่งไปนั้น เราสามารถเลือกออมภายใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ได้เองที่อัตรา 2% - 15% ของรายได้ ส่วนนายจ้างจะสมทบให้ 2% - 15% เช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วขั้นต่ำจะอยู่ที่ 2% - 5% เมื่อทั้งเราและนายจ้างได้นำส่งเงินเข้ากองทุนไปแล้วก็จะมีการบริหารจัดการเพื่อให้เงินทั้งสองส่วนนี้มีลักษณะงอกเงยขึ้นกว่าเดิม เนื่องจาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ถือได้ว่าเป็นการออมเงินที่สำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่ลูกจ้างต้องลาออกจากงาน, เกษียณอายุงาน, ทุพพลภาพ, ลูกจ้างเสียชีวิต ทางด้านลูกจ้างและครอบครัวจะสามารถนำเงินที่ได้จากการออมนี้ไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป
บริษัทหรือองค์กรหักเงินเข้า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไปทำอะไร?
สำหรับเงินสะสมที่ทางลูกจ้าถูกหักเพื่อเข้ากองทุน และในส่วนของเงินสมทบที่ถูกหักจากบริษัทหรือองค์กรเพื่อสะสม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยปกติแล้วจะมีการจัดการเงินในส่วนนี้โดยบริษัทจัดการหรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ บลจ. ซึ่งจะมีการนำเงินในส่วนนี้ไปลงทุนกับหลักทรัพย์ประเภทต่าง ๆ อย่างเช่น การลงทุนเงินฝากตราสารหนี้ หุ้น หรือการลงทุนทางการเงินในรูปแบบอื่น ๆ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับกองทุนได้ เป็นต้น
หลังจากนั้น ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่ได้ผ่านการลงทุน จะถูกนำมาเฉลี่ยให้กับสมาชิกทุกคนในกองทุนตามสัดส่วน ซึ่งจะได้มาในรูปแบบของเงินก้อนสะสมเพื่อที่จะรอจ่ายให้กับสมาชิกในกรณีที่มีการลาออกจากงาน, การเกษียณอายุ หรือพนักงานเสียชีวิต ซึ่งผลตอบแทนจากการนำเงินไปลงทุนนั้นเรียกว่า ผลประโยชน์ของเงินสะสม และ ผลประโยชน์เงินสมทบ นั่นเอง
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ดีอย่างไร ทำไมมนุษย์เงินเดือนถึงควรเข้าร่วม?
เมื่อมาถึงในหัวข้อนี้แล้วทางเราเชื่อว่าทุกท่านอาจจะพอทราบถึงข้อดีของ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในบางส่วนแล้ว แต่ไม่เพียงเท่านั้นเนื่องจากกองทุนนี้ยังมีข้อดีอื่น ๆ อีกหลายข้อด้วยกัน เช่น
เงินที่นำส่งพร้อมทั้งผลประโยชน์ทั้งหมดนับได้ว่าเป็นของลูกจ้าง
ต่อให้บริษัทจะเลิกกิจการหรือลูกจ้างลาออกหรือมีการเปลี่ยนงาน เงินกองทุนพร้อมทั้งผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้รับจะเป็นไปตามระยะเวลาในการเข้าร่วม และตามเงื่อนไขของกองทุนโดยตรง
ต่อให้เงินเดือนไม่สูงก็สามารถลงทุนได้
เนื่องจากลูกจ้างมีสิทธิ์ที่จะเลือกเองได้ว่าจะนำส่งเงินในส่วนนี้เป็นจำนวนเท่าไหร่หรือกี่เปอร์เซ็นต์จากรายได้ และยังมีเงินจากนายจ้างมาสมทบเพิ่มเติมอีกด้วย
ช่วยให้ออมเงินได้อย่างสม่ำเสมอ
เนื่องจากเป็นการลงทุนด้วยจำนวนเงินที่ส่งเท่ากันทุก ๆ เดือน และยังมีความเสี่ยงน้อย จึงถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างจะได้เปรียบ แถมได้ออมเงินอย่างสม่ำเสมออีกด้วย
โอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีมีมากกว่า
เนื่องจากเงินภายใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่เราได้นำส่งไปนั้น จะถูกนำไปลงทุนภายในหลักทรัพย์ต่าง ๆ ดูแลและบริหารโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพซึ่งนับได้ว่ามีความปลอดภัย เพราะได้รับการดูแลจากหน่วยงานกำกับดูแลพร้อมทั้งมีกฎหมายรองรับอีกด้วย
เปรียบเสมือนเป็นหลักประกันรายได้พร้อมทั้งการออมแบบระยะยาว
ทำให้เรามีเงินใช้โดยเฉพาะในช่วงหลังวัยเกษียณ ซึ่งจะส่งผลทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้ประโยชน์แก่ใครบ้าง?
ไม่เพียงแต่เฉพาะพนักงานหรือลูกจ้างที่จะได้รับผลประโยชน์เพียงเท่านั้น เนื่องจาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยังมีประโยชน์กับฝ่ายอื่น ๆ ร่วมด้วย
1. ทางด้านนายจ้าง บริษัท องค์กรหรือสถานประกอบการ
ในส่วนของนายจ้าง บริษัท องค์กร และสถานประกอบการนั้นยังคงได้รับประโยชน์จาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เช่นเดียวกัน โดยกองทุนนี้นับได้ว่าเป็นสวัสดิการที่ดีที่จะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะได้พนักงานใหม่ที่มีความสามารถ ตลอดจนสามารถรักษาพนักงานที่ดีและมีคุณภาพไว้ได้อีกด้วย
2. องค์กรภาครัฐ
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นับได้ว่าเป็นนโยบายที่ช่วยส่งเสริมการออมแบบระยะยาวและช่วยสร้างหลักประกันให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการระดมเงินออมระยะยาวเพื่อนำมาลงทุน ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพทางสังคมได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อประชาชนมีหลักประกันในวัยชรา
ประโยชน์สำหรับพนักงานที่จะได้รับจากการลงทุนใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
อย่างที่เราได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นว่า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นั้น ถือได้ว่าเป็นกองทุนที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างหรือกลุ่มพนักงานในยามเกษียณอายุ เพราะฉะนั้น หากพูดถึงผลประโยชน์ที่ลูกจ้างหรือพนักงานจะได้รับผ่านกองทุนนี้ สามารถอธิบายเพิ่มเติมได้ดังนี้
1. ช่วยสร้างวินัยในการออมเงิน
เนื่องด้วยเงินสะสมที่ถูกหักเข้า กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นั้น นับได้ว่าเป็นเงินเดือนที่ถูกหักแบบอัตโนมัติและนับได้ว่าเป็นจำนวนเงินที่เท่ากันทุกเดือน ทำให้อยู่ในรูปแบบของการออมที่สม่ำเสมอและมีโอกาสได้เปรียบมากกว่าการออมเงินในรูปแบบอื่น ๆ ที่จะช่วยสร้างวินัยในการออมให้กับพนักงานโดยตรง เพื่อที่พนักงานจะมีเงินก้อนใหญ่ไว้ใช้ในช่วงที่ลาออกจากงานหรือยามเกษียณนั่นเอง
2. ช่วยสร้างผลตอบแทนจากเงินที่ลงไปได้
เนื่องจากการออมเงินผ่านกองทุนนี้ยังคงสามารถสร้างผลตอบแทนได้เพิ่มเติม เมื่อบริษัทจัดการกองทุนได้นำเงินไปทำการลงทุนภายในหลักทรัพย์ต่าง ๆ อย่างเช่น ตราสารหนี้ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ เป็นต้น หากได้รับผลตอบแทนผ่านการลงทุนก็จะมีการแจกแจงเรื่องกำไรที่ได้รับ โดยจะเฉลี่ยให้กับสมาชิกภายในกองทุนทุกคน กรณีนี้นับได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและยังสามารถเติบโตได้ในระยะยาวอีกด้วย
3. เปรียบเสมือนมีผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลและช่วยบริหารเงินให้
สำหรับเงินสะสมที่หักเข้ากองทุนไปนั้นจะถูกนำไปลงทุนภายในหลักทรัพย์ต่าง ๆ ตามความต้องการและตามสัดส่วนในการลงทุน โดยความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนั้นย่อมเป็นความเสี่ยงที่พนักงานทุกคนยอมรับได้ ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นบริการจัดการหรือในกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ บลจ. ที่มีผู้จัดการกองทุนระดับมืออาชีพคอยทำหน้าที่บริหารจัดการ เพื่อที่จะสร้างผลตอบแทนผ่านการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนตามที่หวังไว้นั่นเอง
4. มีสิทธิได้รับประโยชน์ทางด้านภาษี
อีกหนึ่งประโยชน์สำคัญที่สุดในการออมเงินผ่าน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นั่นก็คือ สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี โดยเงินสะสมที่ส่งเข้ากองทุนไปนั้นสามารถนำมาลดภาษีสูงสุดได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ หากรวมกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF และ กองทุนรวมเพื่อการออม SSF ก็จะสามารถลดหย่อนได้มากสุดถึง 500000 บาทของรายได้เลยทีเดียว
แล้วเงินลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะได้คืนตอนไหน?
โดยปกติแล้วการรับเงินจาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทางด้านลูกจ้างหรือพนักงานซึ่งนับได้ว่าเป็นสมาชิกของกองทุนนั้นจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีของเงินทั้งก้อน และจะมีโอกาสได้รับเงินจากกองทุนในกรณีที่ออกจากงานตอนช่วงอายุ 55 ปี และนับได้ว่าเป็นสมาชิกของกองทุนมาแล้ว 5 ปีด้วยกัน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เงื่อนไขในการรับเงินจากกองทุนนั้นยังคงมีรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับกรณีอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การออกจากงานก่อนที่จะอายุจะครบตามกำหนด, การออกจากกองทุนก่อนเวลา, กรณีเสียชีวิต โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้
การลาออกจากงานก่อนเกษียณอายุหรือก่อนอายุ 55 ปี
สำหรับในกรณีนี้พนักงานหรือลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับเงินตามเงื่อนไขในการนำเงินออกจากกองทุนตามที่กำหนดเอาไว้ภายในข้อบังคับกองทุนโดยตรง โดยส่วนใหญ่แล้วนายจ้างมักจะกำหนดเงื่อนไขในการให้เงินเป็นแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุงานหรืออายุการเป็นสมาชิกของกองทุน
ยกตัวอย่างเช่น หากเป็นสมาชิกของกองทุนน้อยกว่า 3 ปี อาจจะไม่ได้รับเงินสมทบหรือผลประโยชน์จากเงินสมทบเลย หรือถ้าเป็นสมาชิกมาแล้ว 3 ปี แต่ยังไม่ถึง 5 ปี ลูกจ้างหรือพนักงานมีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินสมทบครึ่งหนึ่ง เป็นต้น
โดยเงินที่ว่านี้เราสามารถเลือกได้ว่าจะนำไปทำอย่างไรต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินไปในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างคนใหม่ หรือโอนเงินไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพที่มักจะรับโอนเงินจาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยตรง ซึ่งคงเงินไว้ในกองทุนนี้เช่นเดิม เพื่อที่จะรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือการถอนเงินทั้งหมดเพื่อออกมาใช้จ่าย
กรณีลาออกจากกองทุนก่อนเวลา
กรณีนี้จะมีความคล้ายคลึงกับกรณีการออกจากงานก่อนอายุครบกำหนด หากคุณมีเหตุจำเป็นจะต้องออกจากการเป็นสมาชิกของกองทุนก่อนเวลากำหนด แต่ไม่ได้ออกจากงาน ผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่คุณจะมีโอกาสได้รับนั้นย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการให้เงินสมทบเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นหากจะให้เป็นผลดีในระยะยาว เมื่อได้รับเงินหรือได้รับผลประโยชน์อย่างครบถ้วนควรอยู่เป็นสมาชิกของกองทุนนี้ให้ครบ 5 ปีไว้จะดีที่สุด
กรณีเสียชีวิต
ในกรณีที่ลูกจ้างหรือพนักงานที่ลาออกจากงานตอนอายุครบ 55 ปี พร้อมทั้งเป็นสมาชิกของกองทุนมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปีได้เสียชีวิตลง ผู้จัดการกองทุนจะทำการจ่ายเงินให้แก่ผู้รับผลประโยชน์ที่ได้ระบุเอาไว้ภายในหนังสือผู้รับประโยชน์โดยตรง ส่วนจำนวนเงินที่จะได้รับนั้นย่อมขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ได้กำหนดเอาไว้ภายในข้อบังคับกองทุน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะกำหนดให้กองทุนทำการจ่ายเงินทั้งหมดให้กับผู้รับประโยชน์นั่นเอง
หากต้องการเปลี่ยนงาน ลาออกจากงาน สามารถจัดการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ได้อย่างไรบ้าง?
สำหรับในหัวข้อนี้ทางเราขอนำพาทุกท่านไปเจาะลึกเกี่ยวกับกรณีที่สมาชิก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องการอยากจะเปลี่ยนงานหรือต้องการลาออกจากงาน จะสามารถจัดการกองทุนและรักษาสิทธิประโยชน์กองทุนไว้ได้ ดังนี้
ย้ายไป RMF for PVD
ในกรณีที่ต้องการลาออกจากงาน เปลี่ยนงาน ย้ายที่ทำงานใหม่ แล้วพบว่าบริษัทใหม่ไม่ได้มี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กรณีที่พบว่ากองทุนไม่มีเงื่อนไขที่ถูกใจ คุณสามารถเลือกโอนย้ายกองทุนเดิมที่มีอยู่ให้ย้ายไปที่กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF for PVD ได้เช่นกัน ด้วยการแจ้งกับทางนายจ้างหรือฝ่ายบุคคลภายในระยะเวลา 30 วัน โดยนับจากวันที่สิ้นสภาพการเป็นพนักงานหรือลูกจ้าง โดยที่คุณสามารถระบุกองทุน RMF ที่คุณต้องการจะโอนเงินไป และให้ติดต่อบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเพื่อเปิดบัญชีกองทุน RMF ที่สำคัญ โดยจะต้องเป็นกองทุนที่สามารถรองรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเท่านั้น ถึงจะสามารถทำการโอนย้ายได้ โดยข้อดีของการย้ายไป RMF for PVD คือ คุณไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการโอนย้าย และไม่ถูกหักภาษี พร้อมทั้งไม่ต้องเสียค่ารักษาสมาชิกรายปีอีกด้วย
ย้ายเงินจาก PVD ของบริษัทเดิมไปที่บริษัทใหม่
หลังจากที่ได้งานประจำที่บริษัทใหม่แล้ว หากคุณพบว่าบริษัทใหม่มีกองทุนที่มีเงื่อนไขถูกใจ คุณสามารถทำการย้ายเงินจากกองทุนเดิมไปยังบริษัทใหม่ได้เลยเช่นกัน โดยให้ทางกองทุนเดิมออกเช็คเพื่อที่จะนำไปยื่นกับฝ่ายบุคคลที่บริษัทใหม่ เพื่อทำเอกสารแจ้งบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนของที่ทำงานใหม่ว่าตอนนี้ได้มีการรับโอนสมาชิกใหม่เพิ่ม และที่สำคัญภายในเอกสารจะต้องมีการลงนามของคณะกรรมการ เช็ค และมีหนังสือรับรองการโอนย้ายแนบไปด้วย
ให้เก็บไว้ใน PVD เดิมของคุณ
อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับท่านใดที่ต้องการอยากจะทำเรื่องลาออกจากงาน แต่ไม่รู้ว่าจะจัดการกองทุนได้อย่างไร ในระหว่างที่รอโอนไปยังกองทุนของบริษัทใหม่ คุณสามารถฝากเงินไว้ในกองทุนที่ทำงานเดิมหรือบริษัทเดิมได้ โดยที่คุณจะต้องแจ้งระยะเวลาในการคงเงินกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนว่าจะคงเงินเอาไว้เป็นระยะเวลาเท่าไหร่ กรณีนี้สมาชิกจะได้รับผลประโยชน์จากเงินสะสมเช่นเดิม แต่จะมีค่าธรรมเนียมประมาณ 500 บาท / ปี และอาจจะไม่ได้รับเงินสมทบเพิ่มจากบริษัท
ทำการปิดบัญชี PVD
การปิดบัญชี PVD นับได้ว่าเป็นการสิ้นสุดการเป็นสมาชิก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นับได้ว่าเป็นวิธีที่เหมาะสมกับสมาชิกที่ต้องการนำเงินออกมาเพื่อลงทุนเอง ผ่านการถอนเงินทั้งหมดกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนหลังจากที่คุณสิ้นสุดการเป็นสมาชิกแล้ว ในกรณีนี้สมาชิกอาจจะต้องยืนยันความถูกต้องของข้อมูลต่าง ๆ ว่าตรงตามเงื่อนไขหรือไม่ หากถูกต้องก็สามารถขอแจ้งถอนเงินออกได้ทันที
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ในกรณีที่สมาชิกมีอายุงานที่ต่ำกว่า 5 ปี และยังลาออกจากงานก่อนอายุ 55 ปี อาจจะต้องเสียภาษีในส่วนของผลประโยชน์เงินสะสม เงินสมทบ และผลประโยชน์เงินสมทบ แต่ถ้าสมาชิกมีอายุ 55 ปีขึ้นไป พร้อมทั้งมีอายุงานมากกว่า 5 ปี จะได้รับการยกเว้นภาษีทั้งหมด
หากตกงาน ควรทำอย่างไรดี?
ในช่วงที่ทุกอย่างเหมือนจะวิกฤติ มักจะมีข่าวเกี่ยวกับการปลดพนักงานเสมอ และเมื่อพนักงานต้องกลายเป็นผู้ว่างงาน หลายคนมักจะนึกถึงเงินใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ว่าควรเอาออกมาใช้จ่ายดีไหม? ซึ่งความคิดนี้อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องนัก ทางที่ดี เราไม่ควรลาออกจากการเป็นสมาชิกกองทุน และไม่ควรนำเงินก้อนนี้ออกมาใช้จ่าย เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักของกองทุน คือ เป็นแหล่งออมเงินเพื่อเกษียณ ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดวิกฤติแล้วเราเลือกที่จะถอนเงินออกมาจากกองทุน ย่อมส่งผลทำให้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ของการวางแผนเกษียณ ซึ่งหมายถึงว่า เมื่อถึงวัยเกษียณและเป็นวันที่เราไม่มีรายได้ประจำแล้ว เวลานั้นอาจจะเป็นช่วงวิกฤติที่แท้จริงของชีวิตเราก็ได้
และถ้าพูดตามหลักการของการวางแผนการเงินที่ดีนั้น เราควรมีเงินสำรองฉุกเฉิน 3 – 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน แต่ถ้าหากเราตกงานกะทันหัน เงินฉุกเฉินก็ไม่มีหรือมีไม่พอ ให้คุณรีบติดต่อไปที่ประกันสังคมภายในระยะเวลา 30 วัน นับตั้งแต่วันที่คุณว่างงาน เพื่อที่จะขอรับ “สิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน” ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนโดยเฉพาะในช่วงเวลาที่คุณกำลังหางานใหม่ได้นั่นเอง
กลุ่มคนที่จะเกษียณปีนี้ ต้องทำอย่างไร?
สำหรับคนที่จะเกษียณในปีนี้ หากพิจารณาแล้วพบว่าคุณไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้เงิน หรือคุณยังไม่มีแผนจะนำเงินไปลงทุนผ่านช่องทางอื่น ๆ ทางเราขอแนะนำให้คุณคงเงินไว้ใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต่อไป เพื่อให้เงินที่คุณลงทุนหรือออมไว้นั้นสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับคุณได้แบบต่อเนื่อง
และถ้าหากคุณต้องการอยากจะใช้เงิน ทางเราขอแนะนำให้คุณ “ขอรับเงินเป็นงวด” เพื่อนำออกมาใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น เนื่องจากการรับเงินเป็นงวดจะยังคงสถานะความเป็นสมาชิกของกองทุนเอาไว้ได้เช่นเดิม โดยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คุณสามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากคณะกรรมการกองทุนได้เช่นเดียวกัน
หากองค์กรหรือบริษัทที่ทำงานอยู่ไม่มี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เราควรทำอย่างไร?
ออมเงิน เราควรกำหนดมาตรฐานตัวเองเอาไว้ว่า เราต้องการอยากจะออมเงินอย่างน้อย 5 – 15%ในแต่ละเดือน เพื่อที่เราจะมีเงินสำรองเอาไว้ใช้ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน อย่างเช่น ตกงานกะทันหัน หรือมีเหตุจำเป็นจะต้องใช้เงินแบบกะทันหัน เงินที่เราออมไว้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเราได้ระยะหนึ่ง
ควรกำหนดค่าใช้จ่ายประจำ ควรกำหนดให้ชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายใดบ้างที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เด็ดขาด ซึ่งส่วนนี้ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรเกิน 40% ของเงินเดือน ซึ่งวิธีนี้นับได้ว่าเป็นวิธีที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแบบไม่จำเป็น หรือถ้าหากท่านใดอยากจะฝากธนาคาร แนะนำให้คุณฝากประจำไว้โดยที่ไม่สามารถถอนได้ในระยะเวลาช่วงหนึ่ง ซึ่งจะช่วยบังคับให้คุณเก็บเงินได้อย่างแน่นอน
ลงทุนเพิ่มเติม สำหรับเงินที่เก็บได้นั้นเราสามารถแบ่งไปลงทุนในช่องทางที่ไม่ค่อยมีความเสี่ยงได้เช่นกัน ไม่ว่าจะได้ผลตอบแทน 3 หรือ 5% ก็นับได้ว่าเป็นเงินที่งอกเงยได้ไม่ต่างจาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่จำเป็นจะต้องพิจารณาให้ดีก่อนลงทุนเสมอว่ามีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน
ควรชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูง หากคุณต้องชำระหนี้ ทางเราขอแนะนำให้คุณออมเงินอย่างเคร่งครัดแล้วนำเงินส่วนนั้นไปชำระหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสูงสุดให้มากกว่าอัตราปกติที่เราได้ทำไว้ เพื่อให้ภาระดอกเบี้ยลดลงได้อย่างรวดเร็วในระยะยาว มิฉะนั้น เราอาจจะต้องจ่ายดอกเบี้ยนานจนเกินไปและทำให้เราหมดกำลังที่จะทำสิ่งอื่นในอนาคต
วางแผนเกษียณตั้งแต่ตอนนี้ การวางแผนเกษียณนับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญ อย่างน้อยควรวางแผนว่าหากเกษียณเราต้องมีเงินใช้เท่าไหร่ และควรวางแผนว่าจะนำเงินที่มีอยู่ไปลงทุนเพื่อเตรียมตัวเกษียณได้อย่างไรบ้าง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราควรมีที่ดินทำกินที่สามารถผลิตอาหารไว้กินได้เอง ซึ่งจะช่วยให้เราลดค่าใช้จ่ายได้บ้าง นับได้ว่าเป็นการลดขั้นตอนและลดค่าใช้จ่ายโดยที่เราไม่ต้องเหนื่อยเกินไปในอนาคต
ควรลงทุนด้านการศึกษา ตอนนี้เรายังสามารถศึกษาหรือพัฒนาตนเองได้ในหลาย ๆ ด้าน การออมเงินบางส่วนเพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในเรื่องของการศึกษาหาความรู้เพิ่ม เพื่อที่จะเพิ่มทักษะในการทำงาน สิ่งนี้ยังคงมีความจำเป็นอย่างมากเพราะจะส่งผลโดยตรงกับหน้าที่การงานและความก้าวหน้า ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็เปรียบเสมือนว่าเราได้ผลตอบแทนที่คล้าย ๆ กับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในส่วนที่บริษัทให้ได้เช่นกัน เพียงแต่รูปแบบนี้เป็นการได้มาแบบทางอ้อมนั่นเอง
ศึกษาลงทุนหุ้นหรือซื้อขายทองคำ เงินออมที่มีบางส่วนเราสามารถนำไปลงทุนในส่วนของหุ้นหรือการซื้อขายทองคำได้ เพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากธนาคาร ซึ่งวิธีนี้คุณอาจจะต้องเรียนรู้และศึกษาเพิ่มเติม เนื่องจากการลงทุนทุกรูปแบบย่อมมีความเสี่ยง เพราะฉะนั้นคุณควรศึกษาให้ดีเพื่อไม่ให้สูญเสียเงินก้อนนี้ไป
ควรลงทุนด้านสุขภาพ หัวข้อนี้นับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ นั่นก็คือ การลงทุนด้านสุขภาพ เนื่องจากเราทุกคนเป็นพนักงานที่ต้องใช้แรงงาน เวลา และสมองเพื่อทำงานและเพื่อนแลกค่าตอบแทน เพราะฉะนั้น เราจำเป็นจะต้องมีสุขภาพที่แข็งแรง เพื่อที่จะสามารถทำงานได้ตลอดเวลาและต่อเนื่องเท่าที่สุขภาพของเรายังคงทำงานได้อยู่ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่สุขภาพของเราไม่ดี เราจะไม่สามารถทำงานได้และไม่ได้รับรายได้อีกต่อไปนั่นเอง
3 ทางเลือก ในการจัดการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แบบไม่เสียภาษี
เมื่อใดก็ตามที่คุณต้องการอยากจะออกจาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ก่อนที่คุณจะเกษียณ นับได้ว่ามี 3 ทางเลือกในการบริหารจัดการเงินกองทุนที่คุณจะได้รับ เพื่อให้เงินก้อนนี้จะยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
คงเงินเอาไว้กับบริษัทเก่าหรือนายจ้างเก่า
ถึงแม้ว่าคุณจะถูกเลิกจ้างไปแล้ว แต่ลูกจ้างอย่างเราก็สามารถคงเงินเอาไว้ภายในกองทุนกับนายจ้างคนเก่าต่อไปได้ โดยเงินที่เราคงไว้นั้นจะยังคงได้รับผลประโยชน์ผ่านการลงทุนต่อไปเช่นกัน เพียงแต่เราอาจจะไม่ได้รับเงินสมทบจากนายจ้างคนเก่านับจากวันที่เราพ้นสภาพการเป็นพนักงาน และต้องเสียค่าธรรมเนียมการคงเงินไว้ประมาณ 500 บาท / ปี
โอนไปที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของนายจ้างคนใหม่
สำหรับในกรณีที่คุณถูกเลิกจ้างและยังคงตัดสินใจจะคงเงินกองทุนเอาไว้กับนายจ้างคนเก่า เมื่อคุณได้งานใหม่แล้ว คุณควรโอนไปอยู่กับกองทุนของนายจ้างคนใหม่ทันที ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คุณได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ต่อไป และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการคงเงินและยังนับอายุการเป็นสมาชิกไปได้แบบต่อเนื่องอีกด้วย
โอนไปที่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF
กรณีที่นายจ้างต้องเลิกกิจการและคุณถูกเลิกจ้างงานและได้ตัดสินใจทำงานแบบฟรีแลนซ์ ทางเลือกที่ดีที่สุดคือ ให้โอนย้ายเงินจาก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไปที่กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ซึ่งจะช่วยให้คุณยังได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของกองทุน และยังทำให้คุณได้บรรลุเป้าหมายการวางแผนเพื่อเกษียณได้อีกด้วย
สรุป
มาถึงในช่วงท้ายของบทความนี้แล้ว ทางเราเชื่อว่าทุกท่านที่ได้ติดตามอ่านมาจนถึงในหัวข้อสรุปนี้จะได้รับความรู้เกี่ยวกับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่มากก็น้อย โดยกองทุนนี้นับได้ว่าเป็นการออมเงินและเป็นการลงทุนที่ดีพร้อมทั้งสร้างความมั่นคงได้ในระยะยาว อีกทั้งยังช่วยสร้างวินัยในการเก็บออมของเหล่ามนุษย์เงินเดือนหรือกลุ่มคนวัยทำงานได้เป็นอย่างดี เมื่อจำเป็นจะต้องลาออกจากงานหรือย้ายงานใหม่ ก็ยังคงสามารถจัดการกองทุนเดิมที่มีอยู่ได้เช่นกัน เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงและมีเงินออมไว้ใช้ในยามเกษียณโดยที่คุณไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป
หากคุณกำลังหางานที่มั่นคงหรืองานที่ถูกใจ พร้อมทั้งเป็นงานที่มีสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีให้กับตัวคุณได้ วันนี้คุณสามารถสมัครงานอาชีพในฝันหรืออาชีพอิสระที่คุณชื่นชอบได้ง่าย ๆ ที่เว็บไซต์ Rongram Job แพลตฟอร์มหางานที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการหางาน - สมัครงาน เพื่อให้คุณได้พบเจองานที่ใช้ได้ง่าย ๆ เพียงแค่ไม่กี่คลิกเท่านั้น!
เกี่ยวกับผู้เขียน

Joy writer
ผู้เขียนบทความเกี่ยวกับการทำงานในอุตสาหกรรมโรงแรมและท่องเที่ยว
บทความที่เกี่ยวข้อง

pm 2.5 คืออะไร? อันตรายแค่ไหน รวมสาเหตุ วิธีป้องกัน และไอเทมสู้ฝุ่นที่ต้องมี

14 วิธีแก้ง่วงตอนทำงาน แก้ง่วงตอนบ่ายได้ผลจริง ไม่ต้องพึ่งกาแฟ

ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน ต้องตรวจอะไรบ้าง พร้อมแชร์เทคนิคเตรียมตัวให้ผ่านฉลุย

17 อาชีพเสริมสร้างรายได้หลังเลิกงาน ทำที่บ้านได้ ได้เงินจริง อัปเดต 2569

