ทัศนคติ คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ และต่างจาก Mindset อย่างไร?
สุขภาวะในที่ทำงาน

ทัศนคติ คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ และต่างจาก Mindset อย่างไร?

Joy writer
21 มีนาคม 2569
3 นาทีในการอ่าน
68 ครั้ง
Add a heading (1)

ทางเราเชื่อว่า ในการทำงานเมื่อต้องพบเจอกับสภาวะความเครียดในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมในการทำงาน, หัวหน้าคนใหม่ที่สร้างแรงกกดันในการทำงาน หรือความน่าเบื่อจากปัญหาต่าง ๆ ที่ต้องพบเจอ ทัศนคติ ที่ดี ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณมองโลกในแง่ดีเพียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อตัวคุณและเพื่อนร่วมงาน การฝึกให้มีทัศนคติที่ดีจึงนับได้ว่ามีความสำคัญอย่างมากที่สุด และในบทความนี้ทางเราจะขอนำพาทุกท่านไปเรียนรู้และทำความเข้าใจเรื่อง “ทัศนคติ” ให้มากขึ้น ตั้งแต่ความหมายของทัศนคติ ความสำคัญ, ลักษณะและองค์ประกอบมีอะไรบ้าง, ทัศนคติที่ดีมีลักษณะอย่างไร รวมไปถึงความหมายของ Mindset จะเหมือนหรือแตกต่าง Attitude อย่างไร ถ้าพร้อมแล้วไปติดตามกันได้เลยค่ะ

ความหมายของ ทัศนคติ หรือ Attitude

ทัศนคติ หรือ Attitude หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจ และความรู้สึกของบุคคลคนหนึ่งที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นสำคัญ อาจจะเป็นผลมาจากประสบการณ์โดยตรงหรือสิ่งแวดล้อมที่มีแนวโน้มให้บุคคลนั้นได้แสดงหรือมีปฏิกริยาหรือกระทำต่อสิ่งนั้น ๆ ในทางสนับสนุนหรือปฏิเสธก็ได้ ซึ่งทัศนคตินับได้ว่าเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็นได้แบบชัดเจน การรับรู้ถึงทัศนคติของบุคคลใดบุคคลหนึ่งจำเป็นต้องใช้วิธีแปลความหมายจากการแสดงออก สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัด ก็คือ ทัศนคติ ไม่ใช่แค่ “คิดบวก” แต่เป็นระบบความคิด + ความรู้สึก + พฤติกรรมเป็นสำคัญ

ยกตัวอย่างเช่น

  • คนที่คิดว่างานยาก = โอกาสที่จะได้เรียนรู้  เลยลงมือทำ

  • คนที่คิดว่างานยาก = ความเสี่ยง จึงหลีกเลี่ยงที่จะทำ

ถึงแม้ว่าจะพบเจอในสถานการณ์เดียวกัน แต่ ทัศนคติ ทำให้การกระทำและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีความแตกต่างกันทันที

ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้เกิด ทัศนคติ ?

สำหรับปัจจัยที่ทำให้เกิด ทัศนคติ นั้นมักจะมาจากประสบการณ์และค่านิยม โดยมีรายละเอียดต่าง ๆ ดังนี้

  1. ประสบการณ์ หรือ Experience  การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้พบเห็นหรือคุ้นเคยหรือเคยได้ทดลองสิ่งใดก็ตามนับได้ว่าเป็นประสบการณ์โดยตรง และการที่บุคคลนั้นได้ยิน ได้ฟัง และได้อ่านข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง นับได้ว่าเป็นประสบการณ์ทางอ้อม

  2. ค่านิยม หรือ Value โดยปกติแล้วแต่ละบุคคลมีค่านิยมและการตัดสินเกี่ยวกับค่านิยมที่ไม่เหมือนกัน มักจะขึ้นอยู่กับสภาวการณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งประสบการณ์และค่านิยมนี้เองที่ทำให้แต่ละบุคคลมี ทัศนคติ ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันออกไป

ลักษณะของ ทัศนคติ มีอะไรบ้าง?

ลักษณะสำคัญของ ทัศนคติ มีทั้งหมด 4 ประการ ดังนี้

  1. ทัศนคติ นับได้ว่าเป็นสภาวะก่อนที่พฤติกรรมจะโต้ตอบเหตุการณ์หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเรียกว่าสภาวะพร้อมทำให้มีพฤติกรรมจริง

  2. มีความคงตัวอยู่ในช่วงระยะเวลา แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

  3. ถือได้ว่าเป็นตัวแปรแฝงที่นำไปสู่ความสอดคล้องทั้งทางด้านพฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิด ซึ่งอาจจะมาในรูปแบบของการแสดงออกด้วยวาจาหรือการแสดงความรู้สึกก็ตาม

  4. มีคุณสมบัติของแรงจูงใจที่จะทำให้บุคคลประเมินผลและทำการเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง รวมไปถึงการกำหนดทิศทางของพฤติกรรมจริง และนอกจากนี้แล้ว ยังมีการแบ่งลักษณะของ ทัศนคติ เป็น 5 ลักษณะ ได้แก่

4.1 ทิศทาง หรือ Direction  โดยปกติแล้วทัศนคติมักจะมีทิศทางเพื่อแสดงต่อสิ่ง ๆ นั้นทั้งในรูปแบบทัศนคติ ทางบวกและทางลบ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้สึกที่ดีกับไม่ดี, ชอบกับไม่ชอบ

4.2 ปริมาณ หรือ Magnitude นับได้ว่าเป็นปริมาณของความชอบและไม่ชอบว่ามีมากหรือน้อยหรือรุนแรงมากแค่ไหน

4.3 ความเข้ม หรือ Intensity ได้แก่ ลักษณะอื่น ๆ ที่เข้ามาประกอบ อย่างเช่น ความมั่นใจหรือความสำคัญของสิ่งนั้น ๆ ซึ่งจะมีส่วนทำให้เกิดความเข้มข้น อย่างเช่น ทัศนคติที่คุณมีต่อญาติพี่น้องของตนเอง นับได้ว่ามีความเข้มข้นกว่าทัศนคติที่คุณมีต่อคนอื่น ๆ

4.4 ความตรงกันข้าม หรือ Ambivalence  บางครั้งอาจจะมีลักษณะก้ำกึ่ง มีทั้งชอบและไม่ชอบพอ ๆ กัน หรือมีความรู้สึกตรงข้ามกันแต่เท่ากัน จนทำให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นในใจได้

4.5 ความเด่น หรือ Salience นับได้ว่าเป็นความพร้อมในการแสดง ทัศนคติ ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อย่างเช่น กลุ่มคนที่นับถือศาสนาหนึ่งพบว่ามีกลุ่มคนจากศาสนาอื่นมาต่อว่าว่าศาสนาของตนเองไม่เอง ส่งผลทำให้กลุ่มคนกลุ่มแรกมีปฏิกิริยาโต้ตอบทันที

องค์ประกอบของ ทัศนคติ มีอะไรบ้าง?

สำหรับองค์ประกอบของ ทัศนคติ นั้น สามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน ดังนี้

1. ส่วนของสติและเหตุผล หรือ Cognitive Component

องค์ประกอบส่วนนี้นับได้ว่าเป็นเรื่องของการใช้เหตุผลเพื่อจำแนกแยกแยะความแตกต่าง กล่าวคือ การที่บุคคลจะนำเอาคุณค่าทางสังคมที่ได้รับจากการถูกอบรมสั่งสอนและการถ่ายทอดมาใช้เพื่อวิเคราะห์และพิจารณาประกอบเหตุผล เพื่อที่ตนจะสามารถประเมินถึงข้อแตกต่างระหว่างส่วนนี้กับความรู้สึก ซึ่งการพิจารณานี้จะมีลักษณะปลอดภัยจากอารมณ์ แต่จะเป็นเรื่องของเหตุผลที่สืบเนื่องมาจากความเชื่อของบุคคลเป็นสำคัญนั่นเอง

2. ส่วนของความรู้สึก หรือ Affective Component

คือบรรดาความรู้สึกที่เราชอบหรือไม่ชอบ, รักหรือเกลียดหรือรู้สึกกลัว ทั้งหมดนี้นับได้ว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ของบุคคลทั้งสิ้น

3. ส่วนของแบบพฤติกรรม หรือ Behavioral Component

คือ แนวโน้มที่จะมีพฤติกรรม ซึ่งแนวโน้มนี้จะมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกับความรู้สึก สติ และเหตุผล  ซึ่งบุคคลพร้อมที่จะมีปฏิกิริยาในการแสดงออกต่อเหตุการณ์หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ความสำคัญของ ทัศนคติ

ทางด้านชีวิต

ทัศนคติ มักจะเป็นตัวกำหนดว่าคุณจะมองปัญหาอย่างไร, คุณจะยอมแพ้หรือพยายามต่อ, คุณจะมองตัวเองในแง่ไหน สำหรับคนที่มีทัศนคติที่ดีย่อมมีแนวโน้มทำให้เกิดความมั่นใจในตนเอง, มีแรงขับเคลื่อนภายใน, ทำอะไรแล้วไม่ล้มเลิกง่ายๆ

ทางด้านการทำงาน

ในด้านการทำงานนั้น ทัศนคติเปรียบเสมือนเป็นตัวกำหนดว่า คุณจะเป็นพนักงานที่มีความคิดอย่างไร ซึ่งคนที่มีทัศนคติที่ดีมักจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้เสมอ ส่วนคนที่มีทัศนคติลบมักจะสร้างปัญหาเพิ่ม

โอกาสในการเติบโต

ความเก่งอาจจะทำให้ทุกท่านมีโอกาสได้งาน แต่สำหรับคนที่มีทัศนคติที่ดีมักจะเติบโตและไปได้ไกลกว่าคนที่มี ทัศนคติ ลบ

ทัศนคติที่ดีมีลักษณะอย่างไรบ้าง?

สำหรับกลุ่มคนที่มี ทัศนคติ ที่ดีทั้งตัวเองและคนรอบข้าง ย่อมสามารถเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการปรับมุมมองเป็นสำคัญ และผู้นำที่มีภาวะเป็นผู้นำส่วนใหญ่จำเป็นจะต้องเริ่มต้นจากการที่พวกเขามี ทัศนคติที่ดีด้วย โดยทัศนคติที่ดีมีคุณลักษณะ ดังต่อไปนี้

1. มี Self Awareness

สำหรับคนที่มีทัศนคติที่ดีมักจะเริ่มต้นมาจากการตระหนักรู้และเข้าใจในตนเอง ว่าตนเองต้องการอะไร มีเป้าหมายอย่างไรบ้าง และที่สำคัญอีกหนึ่งสิ่งก็คือ พวกเขามักจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่พวกเขาทำอยู่ โดยโฟกัสเรื่องคนอื่นน้อยกว่าเรื่องของตนเอง เน้นโฟกัสที่จะมุ่งและเดินต่อไปข้างหน้า เมื่อได้เข้าใจตนเองมากขึ้นแล้วก็สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. ยินดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นดีเสมอ

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้ข้ออื่น ๆ ก็คือ เราควรเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องดีเสมอ ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นจะน่ากลัวหรือไม่ แต่ถ้าหากพิจารณาดี ๆ แล้วจะพบว่า ทุกการเปลี่ยนแปลงย่อมมีข้อดีแอบแฝง และยังทำให้เราได้ออกจาก Comfort Zone และได้พบเจอประสบการณ์ใหม่ ๆ

3. ควรถอดบทเรียนจากสิ่งที่เกิดขึ้น

ทุกความผิดพลาดย่อมแปรเปลี่ยนเป็นพลังให้กับตัวเราได้ หากเรารู้จักถอดบทเรียนจากสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น หากเรามี ทัศนคติ ที่ดีต่อความผิดพลาด จะช่วยให้เรายอมรับในความผิดพลาดของตนเองได้ และยังช่วยเพิ่มพลังและกำลังใจให้เราหลุดพ้นจากความรู้สึกแย่ ๆ ที่วกวนได้อีกด้วย

4. ควรเลือกเป้าหมายที่เป็นของเราจริง ๆ เท่านั้น

ไม่ควรนำตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นจนกระทั่งลืมไปว่า เป้าหมายที่แท้จริงของเรานั้นคืออะไร ซึ่งทัศนคติที่ดีจะทำให้เราหันมาโฟกัสในสิ่งที่เราต้องการได้ในที่สุด

5. ขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น  

อีกหนึ่งอย่างที่คนมี ทัศนคติ ที่ดีมักจะเลือกทำ นั่นก็คือ การขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น เพราะการยอมรับและขอความช่วยเหลือจะส่งผลทำให้ปัญหาคลี่คลายได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ

8 เคล็ดลับในการปรับทัศนคติให้ดี มีอะไรบ้าง?

เราทุกคนสามารถฝึก ทัศนคติ ของเราให้ดีขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นได้ โดยสามารถเริ่มต้นได้จากเทคนิคทั้ง 8 ข้อนี้

ฝึกคิดเชิงบวก

การคิดเชิงบวกที่ดี นับได้ว่าเป็นการมองโลกด้วยความเป็นจริง แต่ต้องสร้างความรู้สึกและปฏิสัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเชิงบวกหรือในแง่ดี หากเรามีมุมมองเชิงบวกเยอะ จะส่งผลทำให้เรามีแนวโน้มที่จะมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เนื่องจากสมองจะรับรู้ถึงความเป็นไปได้และความรู้สึกเชิงบวกที่เปิดกว้าง โดยไม่จำกัดความคิดนั่นเอง

ควรมองโลกแบบเป็นกลาง

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมักจะมีเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบเสมอ หากเราพิจารณาเหตุการณ์หรือสถานการณ์ภายใต้หลักการและเหตุผล รวมไปถึงลดอคติลง เราจะมี ทัศนคติ หรือ มุมมองการมองโลกแบบยอมรับความเป็นจริงหรือเป็นกลางมากขึ้น

พร้อมรับมือกับความผิดพลาด

หากเกิดข้อผิดพลาดให้พยายามควบคุมอารมณ์ และให้คิดค้นหาวิธีทางแก้ไขปัญหาทันที จากนั้นให้คุณทบทวนความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ยอมรับและเข้าใจว่านี่คือบทเรียนหรือเครื่องเตือนใจสำคัญ และที่สำคัญที่สุด ก็คือ คุณจะต้องมีความพร้อมในการรับมือและควรมีแผนสองเสมอ

ต้องรู้จักพักและปล่อยวาง

ไม่ใช่แค่คุณจะวิ่งไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียว คุณจะต้องรู้จักพักและปล่อยวางตนเองจากความเครียดให้ได้ด้วย เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่จะทำให้คุณมีทัศนคติที่ดียิ่งขึ้นนั่นเอง

ควรมีสติอยู่เสมอ

การตระหนักรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร ส่งผลกับใคร ย่อมทำให้เกิดทัศนคติที่ดีได้ เพราะทำให้มีสติและเข้าใจถึงสถานการณ์พร้อมทั้งควบคุมอารมณ์ได้

ควรเรียนรู้และปรับตัว

การเปิดใจเรียนรู้และปรับตัว จะส่งผลทำให้เราได้พบเจอกับสถานการณ์ใหม่ ๆ และมีโอกาสได้ฝึกตนเอง และยังส่งเสริมทัศนคติของเราให้ดียิ่งขึ้นได้อีกด้วย

มีความสม่ำเสมอแบบไม่ลดละ

ทุกความสม่ำเสมอนับได้ว่าเป็นเรื่องดีและทำให้คุณเข้าใกล้ความสำเร็จได้มากขึ้น  

ต้องใส่ใจตนเอง

ควรหันมาดูแลสุขภาพกายและใจของตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย, การรับประทานอาหารที่ดี เป็นต้น ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยให้เราเริ่มมี ทัศนคติ ที่ดีต่อตนเองมากยิ่งขึ้น

Mindset คืออะไร?

Mindset หรือ กรอบความคิด คือ ชุดความคิดหรือกรอบความคิดลึก ๆ ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจ และนับได้ว่าเป็นวิธีคิดของแต่ละบุคคล พร้อมทั้งเป็นตัวกำหนดความเชื่อรวมไปถึงการตัดสินใจของคนเราด้วย ซึ่งมาจากการที่เรามี ทัศนคติ แบบใดแบบหนึ่งเกิดขึ้นแบบซ้ำ ๆ ส่วน การปรับ Mindset ก็คือ การปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดหรือกรอบความคิดที่ใช้มองโลก นั่นเอง

ซึ่งในปัจจุบันจะมีการแบ่ง Mindset หรือ กรอบความคิด ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ กรอบความคิดแบบเติบโต หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า Growth Mindset และ กรอบความคิดแบบยึดติด หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า Fixed Mindset นั่นเอง โดยรายละเอียดเนื้อหาเกี่ยวกับกรอบความคิดทั้ง 2 ประเภทนี้จะถูกนำเสนอในบทความถัดไป สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ Rongram Job

เหตุใด Mindset ถึงมีความสำคัญ ?

Mindset นับได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการทำงาน รวมไปถึงการดำเนินชีวิตและการบรรลุเป้าหมายต่าง ๆ โดยมีเหตุผล ดังนี้

  • Mindset เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง  เนื่องจาก Mindset ของคุณจะทำหน้าที่กำหนดวิธีคิด ทัศนคติ พร้อมทั้งพฤติกรรมของคุณร่วมด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อผลลัพธ์ที่คุณจะได้รับในที่สุด

  • ช่วยให้คุณมองเห็นโอกาสกับความท้าทาย  Mindset ที่ดีจะช่วยทำให้คุณได้มองเห็นโอกาสและความท้าทายในแง่บวกเท่านั้น และยังกระตุ้นให้คุณทำสิ่งต่าง ๆ อย่างเต็มที่จนสำเร็จได้ในที่สุด

  • ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้พร้อมทั้งการเติบโต  Mindset ที่เปิดกว้างมักจะช่วยให้คุณยอมรับข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และคุณจะเรียนรู้จากประสบการณ์ต่าง ๆ ที่คุณพบเจอ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาตนเองแบบต่อเนื่อง

Mindset Vs ทัศนคติ  เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร?

หากพูดถึง Mindset กับ ทัศนคติ สองคำนี้ไม่ได้มีความหมายที่เหมือนกันแต่อย่างใด แต่ทั้ง 2 คำนี้นับได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง สำหรับในทางจิตวิทยา ทัศนคติ นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Mindset หรือ กรอบความคิด เนื่องจากการที่คนเรามีทัศนคติอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำ ๆ จะเป็นส่วนในการสร้างกรอบความคิดหรือ Mindset นั่นเอง

สรุปสั้น ๆ ก็คือ Mindset หรือ กรอบความคิด คือ มุมมองที่เราใช้มองโลก แต่ ทัศนคติ หรือ Attitude คือ การตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ซึ่งได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากมุมมองที่เราใช้มองโลก ซึ่งในขณะเดียวกันนั้นก็ส่งผลต่อ Mindset ด้วย

ดังนั้น การปรับ Mindset จึงมักจะส่งผลต่อ ทัศนคติในการใช้ชีวิตพร้อมทั้งประสิทธิภาพในการทำงานโดยตรง และยิ่งไปกว่านั้น กรอบความคิดนับได้ว่าเป็นสิ่งที่สามารถสังเกตได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นความคิดที่อยู่ภายในจิตใจของคนเรา ซึ่งไม่สามารถมองผ่านเข้าไปได้ ตรงกันข้ามกับทัศนคติ ที่สามารถสังเกตได้จากพฤติกรรมที่ทุกคนได้แสดงออกมา นับได้ว่าเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมได้จากสมองส่วน Prefrontal Cortex

ทัศนคติที่สำคัญในการทำงาน มีอะไรบ้าง?

1. รักในงานที่ทำพร้อมทั้งองค์กรที่คุณทำงานอยู่

อยากให้คุณลองนึกถึงภาพแรกที่คุณได้เข้ามาทำงานที่บริษัทใหม่ ๆ เชื่อว่าตอนนั้นคุณคงดีใจมาก และอยากให้คุณคิดทบทวนว่าอะไรที่ทำให้คุณตัดสินใจมาทำงานที่นี่ บริษัทแห่งนี้ให้อะไรกับคุณ นอกจากนี้ งานที่คุณทำอยู่ส่งผลดีต่อใครบ้าง สิ่งสำคัญในการทำงาน คือ คุณได้ประสบการณ์ คุณมีความสามารถเพิ่มขึ้น มีทักษะด้านงานเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่อยู่กับคุณ และคุณสามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคตอันใกล้อีกด้วย

2. ทุกคนล้วนแล้วแต่มีศักยภาพ

เราทุกคนล้วนมีศักยภาพในการทำงานมากกว่าที่เราคิด หากเรามี ทัศนคติ ที่ดีในด้านนี้จะช่วยทำให้เรามีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเองและผู้อื่น ทำให้เกิดความเคารพและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไว้ใจกัน บรรยากาศในการทำงานก็จะดีขึ้นตามไปด้วย

3. เราทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ / พัฒนาได้

หากเรามีความเชื่อว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองและพัฒนาตัวเองได้  เราจะรู้สึกอยากศึกษาหาความรู้อะไรใหม่ ๆ เพิ่มเติมอยู่เสมอ และมีความกล้าที่จะอาสารับงานใหม่ ๆ เพื่อที่จะเรียนรู้และเพิ่มทักษะให้กับตนเอง ซึ่งเราจะไม่รู้สึกกลัวว่าจะทำไม่ได้หรือทำได้ไม่ดี เพราะเรารับรู้ได้ว่าเราสามารถพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นได้

4. ทุกคนทำดีที่สุดภายใต้ทรัพยากรที่มี

ในบางครั้งเราอาจจะรู้สึกไม่พอใจกับการกระทำของผู้อื่น แต่ถ้าเราเชื่อมั่นว่าเขาทำดีที่สุดภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่ เราจะรู้สึกเปิดใจและพูดคุยกับเขามากยิ่งขึ้น ว่างานที่ทำอยู่มีอะไรให้เราช่วยไหม เราสามารถสนับสนุนอะไรเขาได้บ้างเพื่อเป็นการช่วยเหลือกันและไม่ทำให้เกิดปัญหาตามมา

5. ทุกเรื่องในชีวิต คือการเรียนรู้  

บางครั้งผลลัพธ์ที่ได้อาจได้ไม่ตรงกับสิ่งที่เราคาดหวัง เราไม่ควรจมกับอารมณ์เชิงลบที่เกิดขึ้น และควรตั้งสติพร้อมทั้งศึกษาเพิ่มเติมว่าอะไรที่ทำให้เรายังได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีพอ หลังจากนั้นให้ปรับแผนการ วิธีการพร้อมทั้งกลยุทธ์ หรือถ้าหากเรียนรู้เพิ่มเติมแล้ว พิจารณาแล้วว่าเรายังมีความรู้ไม่มากพอก็ควรที่จะปรึกษาผู้รู้จริงและลงมือทำใหม่อีกครั้ง

6. ล้มได้ แต่ต้องลุกได้เร็วด้วย

ถึงแม้จะพบเจอกับความล้มเหลวเราก็ไม่ควรย่อท้อหรือจมกับปัญหา เราควรดึงสติ เริ่มต้นใหม่ได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ความสำเร็จก็จะอยู่ใกล้ขึ้นมากเท่านั้น แค่เรียนรู้ ปรับตัว หาหนทางใหม่ที่ใช้เพิ่มเติม ท้ายที่สุดเราจะได้เรียนรู้ เติบโต และได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นต่อไป

รวม ทัศนคติ ที่ช่วยให้คุณมีโอกาสก้าวหน้าในการทำงาน

ถึงแม้ว่าทักษะและประสบการณ์นับได้ว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญที่องค์กรส่วนใหญ่ต้องการจากพนักงานทักคน แต่ไม่ว่าคุณจะมีความสามารถหรือเก่งแค่ไหน หากคุณไม่มี ทัศนคติ ที่ดีควบคู่กันไปแล้ว สภาพแวดล้อมในการทำงานย่อมไม่มีความสมดุลอย่างแน่นอน คนทำงานจึงควรมีทัศนคติเชิงบวกดังต่อไปนี้ เพื่อที่จะช่วยให้คุณมีโอกาสก้าวหน้าในการทำงานและสำเร็จได้ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไรก็ตาม  

1. ควรเคารพผู้อื่น

ไม่ใช่แค่เฉพาะผู้อาวุโสกว่าเราเท่านั้น แต่เราควรเคารพทุกคนในที่ทำงานรวมไปถึงกลุ่มลูกค้าด้วย และต่อให้เราจะไม่เห็นด้วยกับใครบางคนในที่ทำงาน เราก็ควรปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความสุภาพเท่านั้น หากจะโต้แย้งใครควรโต้แย้งด้วยความสุภาพและควรให้เกียรติเพื่อนร่วมงานทุกคนอยู่เสมอ

2. ควรภูมิใจในตนเอง

คนที่มีความภาคภูมิใจในตนเองโดยเฉพาะในเรื่องงาน นับได้ว่าเป็นคุณสมบัติรูปแบบหนึ่งที่นายจ้างส่วนใหญ่ต้องการและมองหา ซึ่งความภูมิใจที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่า คุณจะต้องหยิ่งทะนงและไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากผู้อื่น แต่หมายถึง ควรภูมิใจในผลงานที่คุณทำออกจากจากความทุ่มเท เพราะคุณอยากจะทำงานให้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ

3. ควรทำตามที่รับปากไว้

หากรับปากไว้แล้วก็ควรทำให้ได้อย่างที่รับปากเท่านั้น เพราะนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบแล้ว การรับปากทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน จะทำให้คุณต้องใช้ความพยายามมากยิ่งขึ้นเพื่อที่จะทำงานนั้นให้สำเร็จ นับได้ว่าเป็นการพัฒนาการทำงานพร้อมทั้งความคิดของคุณไปในตัว

4. ควรสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ

สำหรับพนักงานที่มีความคิดริเริ่มอยากจะทำสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ รวมไปถึงชอบที่จะทำอะไรแบบนอกกรอบเพื่อที่จะค้นหาวิธีที่แตกต่าง นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่องค์กรต้องการอย่างมากที่สุด และถึงแม้ว่าสิ่งที่คุณคิดอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่คนที่มีทัศนคติเช่นนี้มักจะไม่หยุดคิดทำอะไรใหม่ ๆ และยังสามารถสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ ให้เป็นที่ยอมรับ จนกระทั่งประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

5. เต็มใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่น

คนที่มีน้ำใจต่อให้อยู่ที่ไหนใคร ๆ ก็รัก ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือกลุ่มลูกค้าหรือช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานก็ตาม ทุกอย่างเหล่านี้นับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะยิ่งคุณมีน้ำใจต่อผู้อื่นมากเท่าไหร่ ก็จะมีคนอยากร่วมงานกับคุณมากเท่านั้น แถมยังช่วยเพิ่มโอกาสที่จะทำให้คุณได้รับมอบหมายงานสำคัญได้มากขึ้นอีกด้วย

เทคนิคช่วยสร้างทัศนคติให้เป็นบวกในการทำงาน

เนื่องจากชีวิตการทำงานของเราทุกคนจำเป็นจะต้องใช้เวลาอยู่ในออฟฟิศเสียส่วนใหญ่ ส่งผลทำให้หลาย ๆ ครั้งเราต้องใช้เวลาไปกับงานบางส่วนที่เราไม่ชอบมากกว่างานหรือกิจกรรมที่เราชื่นชอบโดยตรง ด้วยเหตุนี้เราทุกคนจึงควรสร้างและรักษา ทัศนคติ ให้เป็นบวกเข้าไว้ ส่วนวิธีการหรือเทคนิคที่ช่วยสร้างทัศนคติให้เป็นบวกในการทำงาน มีรายละเอียดดังนี้

เรียนรู้และปรับปรุงคุณภาพของงาน

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นพร้อมทั้งช่วยสร้าง ทัศนคติ ให้เป็นบวกมากที่สุด นั่นก็คือ การเรียนรู้ว่าตนเองกำลังทำงานได้ดี และพยายามปรับปรุงคุณภาพของงานให้ดีอยู่เสมอ สิ่งนี้จะช่วยทำให้เกิดแรงกระตุ้นทางบวกได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิธีการเพิ่มทัศนคติให้เป็นบวก ดังนี้

  • เข้าใจถึงความต้องการและทักษะที่จะช่วยให้คุณสามารถทำงานได้ตามต้องการ

  • ควรมองหาวิธีในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

  • ควรตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนและควรไปให้ถึง หลังจากนั้นให้วางเป้าหมายลำดับถัดไป

  • ต้องรู้จักข้อมูลของบริษัทให้มากที่สุดเข้าไว้

ควรสร้างนิสัยกระตือรือร้นและคิดบวกเข้าไว้

ถึงแม้ว่างานที่ทำอยู่คุณต้องทำเพียงลำพัง แต่ในขณะเดียวกันการประสานงานต่าง ๆ ก็ทำให้คุณจำเป็นจะต้องพบปะหรือพูดคุยกับคนอื่นอยู่เสมอ ดังนั้นไม่ควรโฟกัสที่การสร้างทัศนคติให้เป็นบวกในการทำงานเพียงเท่านั้น แต่ยังต้องส่งต่อไปที่เพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ของคุณด้วย ซึ่งคุณสามารถทำผ่านพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ได้เลย

  • มีความรับผิดชอบและควรตรงต่อเวลา 

  • มารยาทควรอยู่เหนือสิ่งอื่นใด

  • ควรเรียนรู้วิธีการจัดการความขัดแย้ง

ความสำคัญในการกระตุ้นแรงจูงใจด้วยตัวคุณเอง

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ไม่มีใครที่จะจดจำความพยายามในการทำงานของคุณ หรือแม้แต่จะชื่นชมคุณเมื่อคุณสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การที่คุณรับรู้ว่าคุณทำดีที่สุดด้วยตัวคุณเองจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด เพราะการสร้างแรงจูงใจด้วยตัวเองเพียงแค่เล็กน้อย จะสามารถช่วยให้คุณยิ้มได้และมีกำลังใจสู้ต่อ ตลอดจนกระทั่งทำให้คุณรู้สึกดีและมีแรงทำงานที่ดีและมีคุณภาพต่อไป

สรุป

ในโลกของการทำงาน ความสำเร็จไม่ได้วัดตรงที่คุณเก่งแค่ไหน แต่องค์กรมักจะเลือกคนที่มี ทัศนคติ ที่ดี หรือ มี Mindset ที่ดีควบคู่กันไป เนื่องจากทั้ง 2 สิ่งนี้มีผลในการทำงานเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น หากใครเข้าใจถึงความแตกต่างและสามารถเชื่อมโยงทั้งสองสิ่งนี้ได้ จะส่งผลทำให้บุคคลนั้นมีโอกาสพัฒนาตนเองได้อย่างตรงจุดมากยิ่งขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว คนที่มีโอกาสเติบโตทางด้านการงานได้เร็วที่สุดในยุคนี้ ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดอีกต่อไป แต่คือคนที่เรียนรู้ได้เร็ว ปรับตัวได้ไว และเป็นคนที่ไม่หยุดพัฒนา เนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ใครปรับตัวได้ คนนั้นไปต่อได้เสมอ

แชร์บทความ:

เกี่ยวกับผู้เขียน

Joy writer

Joy writer

ผู้เขียนบทความเกี่ยวกับการทำงานในอุตสาหกรรมโรงแรมและท่องเที่ยว