
ภายในโลกที่มีการแข่งขันทางธุรกิจสูงขึ้นเรื่อย ๆ องค์กรส่วนใหญ่จึงจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือที่สามารถช่วยติดตามความก้าวหน้าและสามารถวัดผลสำเร็จของงานอย่างเป็นระบบ โดย KPI นับได้ว่าเป็นหนึ่งใน HR Metrics ที่สำคัญ ด้วยเหตุนี้องค์กรระดับชั้นนำทั่วโลกจึงนำมาใช้เพื่อที่จะประเมินหรือวัดประสิทธิภาพในการทำงาน โดยในบทความนี้ทางเรา Rongram Job จะขอทำหน้าที่นำพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับ KPI ให้มากขึ้น ตั้งแต่ kpi คือ อะไร?, ประเภทของ KPI, KPI กับ OKR แตกต่างกันอย่างไร?, หลักในการตั้ง KPI รวมไปถึงตัวอย่างการตั้ง KPI ของแต่ละแผนกในองค์กร ถ้าพร้อมแล้วไปติดตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมกันต่อได้เลยค่ะ
KPI คืออะไรกันแน่?
KPI ย่อมาจากคำว่า Key Performance Indicator ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่
K ย่อมาจากคำว่า Key หมายถึง เป้าหมายหลักหรือนับได้ว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ
P ย่อมาจากคำว่า Performance หมายถึง ประสิทธิภาพหรือความสามารถในการทำงาน
I ย่อมาจากคำว่า Indicator หมายถึง ดัชนีชี้วัดหรือเกณฑ์ที่ถูกนำมาใช้เพื่อประเมินความสำเร็จ
พอรวมกันแล้ว kpi คือ ดัชนีหรือตัวชี้วัดเพื่อใช้ในการประเมินความสำเร็จในผลงาน เมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานหรือเป้าหมายต่าง ๆ ที่ถูกตั้งไว้ ซึ่งอาจจะออกมาเป็นรูปแบบจำนวนหรือตัวเลขที่ชัดเจนก็ได้ เพื่อที่จะใช้วัดผลการทำงานของพนักงานโดยตรง ว่าสิ่งที่คุณทำสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ตรงตามเป้าหมายหรือไม่ โดยที่ KPI ไม่ใช่แค่ตัวเลขธรรมดา แต่มันคือ “สะพาน” ที่เชื่อมกันระหว่าง เป้าหมายของบริษัท สู่ งานที่คุณทำในแต่ละวัน นั่นเอง นอกจากนี้ KPI ยังใช้วัดความก้าวหน้าขององค์กรที่ดีได้ โดยที่ KPI นับได้ว่าเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานขององค์กร
เปรียบเทียบ KPI กับ OKR แตกต่างกันอย่างไร?
KPI (Key Performance Indicator) กับ OKR (Objectives and Key Results) นับได้ว่าเป็นเครื่องที่สามารถนำมาใช้เพื่อการประเมินผลและการตั้งเป้าหมาย แต่ทั้งสองอย่างนี้จะมีความแตกต่างกันในด้านของวิธีการและการใช้งาน โดยมีข้อแตกต่างกัน ดังนี้
การใช้งานที่แตกต่าง
OKR : มักจะมุ่งเน้นในส่วนของการตั้งเป้าหมายและผลลัพธ์เพื่อการเรียนรู้และปรับปรุงภายในระยะเวลาสั้น ๆ
KPI : ใช้เพื่อวัดประสิทธิภาพและผลงานในระยะยาว รวมไปถึงเพื่อบริหารงานและการบรรลุเป้าหมายขององค์กร
การกำหนดเป้าหมาย
KPI : เป็นรูปแบบ Top-down ซึ่งองค์กรจะทำหน้าที่กำหนดเป้าหมายให้กับพนักงานได้ทำตาม
OKR : ใช้เพื่อเป็นแนวทาง Bottom – up เปรียบเสมือนเป็นการกำหนดเป้าหมายร่วมกันกับพนักงาน
การตั้งเป้าหมาย
KPI : จะเน้นเป้าหมายที่เป็นไปได้เป็นสำคัญ และจะวัดผลจริงเท่านั้น
OKR : มักจะมุ่งไปที่เป้าหมายที่ท้าทายเพื่อกระตุ้นการทำงาน
ระบบค่าตอบแทน
OKR : ไม่ได้เชื่อมโยงกับค่าตอบแทนโดยตรง
KPI : มักจะมีผลต่อโบนัสหรือในส่วนของการปรับเงินเดือนเมื่อพนักงานทำสำเร็จได้ตามเป้าหมาย
ประเภทของ KPI ที่นิยมใช้ในกลุ่มธุรกิจ
สำหรับประเภทของ KPI ที่นิยมใช้ในกลุ่มธุรกิจนั้นนับได้ว่ามี 2 ประเภทหลัก ๆ โดยทั้งสองประเภทนี้จะมีบทบาทสำคัญเพื่อวัดความสำเร็จและประสิทธิภาพขององค์กรที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้
1. KPI วัดผลทางตรง
สำหรับ KPI ประเภทการวัดผลทางตรงนั้น เปรียบเสมือนเป็นดัชนีที่ใช้ชี้วัดผลลัพธ์จากข้อมูลที่สามารถเห็นได้แบบชัดเจน นับได้ว่าเป็นตัวเลขที่สามารถตรวจสอบได้จริงแบบที่ไม่ต้องตีความหมายเพิ่มเติม อย่างเช่น จำนวนสินค้า, น้ำหนัก, ส่วนสูง มักจะอยู่ในรูปแบบของมาตรอัตราส่วนที่เราสามารถใช้เปรียบเทียบหรือทำการประเมินผลจริงได้อย่างแม่นยำ
2. KPI วัดผลทางอ้อม
ในส่วนของ KPI ประเภทวัดผลทางอ้อม นับได้ว่าเป็นดัชนีที่ใช้เพื่อวัดผลลัพธ์ต่าง ๆ จากข้อมูลที่เราไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน และมักจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบของตัวเลขโดยตรง อย่างเช่น การวัดทัศนคติและบุคลิกภาพ โดยจะต้องอาศัยการประเมินเชิงความคิดบวกกับความพึงพอใจของแต่ละบุคคล โดยที่ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้มักจะอยู่ในระดับมาตรวัดอันตรภาพ หรือ Interval Scale ที่มุ่งเน้นไปกับการตีความตามความคิดเห็นส่วนบุคคล
KPI แบบเชิงกลยุทธ์ กับ KPI แบบเชิงปฏิบัติการ แตกต่างกันอย่างไร?
KPI แบบเชิงกลยุทธ์ มุ่งเน้นไปกับการติดตามแนวโน้มและความก้าวหน้าในระยะยาว โดยที่ผู้บริหารส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้เพื่อที่จะประเมินภาพรวมและช่วยวางแผนกลยุทธ์ต่าง ๆ ในอนาคตได้
KPI แบบเชิงปฏิบัติการ จะเป็นการวัดผลแบบเรียลไทม์หรือแบบใกล้เคียง เพื่อให้เห็นถึงปัญหาพร้อมทั้งวิธีในการแก้ไขได้แบบทันที ทำให้เหมาะสำหรับผู้จัดการและทีมปฏิบัติการที่สามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
การเปรียบเทียบระหว่าง KPI แบบเชิงคุณภาพกับแบบเชิงปริมาณ
KPI แบบเชิงปริมาณ คือดัชนีหรือตัวชี้วัดที่ให้ผลลัพธ์ในรูปแบบตัวเลขที่ชัดเจน อย่างเช่น จำนวนน้ำหนัก, จำนวนคน, งบประมาณ เป็นต้น เหมาะสำหรับใช้วัดผลลัพธ์ที่สามารถตรวจวัดและสามารถเปรียบเทียบได้เป็นรูปธรรม
KPI แบบเชิงคุณภาพ นั้น จะเน้นไปกับการประเมินในสิ่งที่จับต้องไม่ได้ อย่างเช่น คุณภาพชีวิต, ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ, การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เป็นต้น ซึ่งการประเมินในรูปแบบนี้จำเป็นจะต้องใช้วิธีประเมินทางด้านความคิดหรือความคิดเห็นเข้าช่วย ทำให้เหมาะกับการวิเคราะห์ในรูปแบบเชิงลึกในมิติที่ไม่สามารถวัดผลได้ด้วยตัวเลขโดยตรงนั่นเอง
ตัวอย่าง การตั้ง KPI หรือ Key Performance Indicator ของแต่ละแผนกในองค์กร
โดยปกติแล้วแต่ละแผนกมักจะมี KPI ที่เหมาะสมกับลักษณะงาน เพื่อให้ทางหัวหน้างานสามารถติดตามความก้าวหน้ารวมไปถึงผลลัพธ์ที่ต้องการอยากจะได้ และเพื่อให้ทุกคนได้เข้าใจกันมากยิ่งขึ้น ทางเรา Rongram Job ขอยกตัวอย่างของ Key Performance Indicator ของแต่ละแผนก ดังนี้
KPI แผนกขาย
การตั้ง KPI ของแผนกการขายนั้น ควรเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายต่าง ๆ ให้ชัดเจน ซึ่งอาจจะวัดจากยอดขายประจำเดือน, เพิ่มอัตราการแปลงลูกค้าผ่านการสอบถามให้เป็นการซื้อ 20% ต่อไตรมาส และการตั้งเป้าหมายในการเพิ่มลูกค้าใหม่ 25% ต่อปี
ซึ่งการกำหนดเป้าหมายต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องมีความสอดคล้องกับกลยุทธ์และความสามารถของทีมเท่านั้น เพื่อให้สามารถติดตามผลตลอดจนสามารถปรับกลยุทธ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
KPI แผนกจัดซื้อ
ในส่วนของแผนกจัดซื้อสามารถสร้าง KPI ได้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดต้นทุนการสั่งซื้อสินค้าพร้อมทั้งบริการต่าง ๆ , การส่งสินค้าให้ตรงเวลา, การลดจำนวนสินค้าชำรุด
ยกตัวอย่างเช่น การลดต้นทุนผ่านการสั่งซื้อสินค้าจากปีก่อน 10% , การเพิ่มการส่งสินค้าให้ตรงเวลาแบบ 100% , การลดสินค้าชำรุดและสินค้าที่เคลมให้เหลือแค่ 5% เป็นต้น
KPI แผนกการตลาด
สำหรับแผนกการตลาดจะสามารถวัด KPI ได้หลายช่องทางด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่ม Leads ให้กับทีมขายสินค้า, การวัดผลการเข้าถึงเว็บไซต์หรือหน้าร้าน, การลดต้นทุนต่อ Lead ไปจนถึงการเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์
ยกตัวอย่างเช่น การลดต้นทุน Cost per Lead จากปีที่แล้ว 15% , การเพิ่ม Conversion Rate บน Facebook จากเดิม 5% เป็น 15% หรือการเพิ่ม Time on Site ของผู้เข้าชมเว็บไซต์จาก 1 นาที ให้เป็น 4 นาที
KPI แผนกการเงิน
ในส่วนของแผนกการเงินนั้นสามารถสร้าง KPI ได้หลากหลายรูปแบบ สามารถวัดจากอัตราการปฏิบัติงานตามงบประมาณ, การชำระเงินให้กับคู่ค้า, การเก็บหนี้สิน, ความผิดพลาดในการตรวจสอบทางบัญชีโดยตรง
ยกตัวอย่างเช่น การใช้จ่ายโดยไม่เกินงบประมาณที่กำหนด 90% ของโครงการ, การเก็บหนี้ทั้งหมดได้ภายใน 45 วัน, การลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ลง 10% ภายในระยะเวลา 1 ปี
KPI แผนกบุคคล หรือ HR
การตั้ง KPI ของแผนกบุคคลหรือ HR สามารถตั้งได้หลายด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ จำนวนพนักงานที่ลาออก, จำนวนการแนะนำตำแหน่งงานต่าง ๆ , ต้นทุนการเทรนนิ่งต่อพนักงาน, ระยะเวลาที่พนักงานอยู่ในตำแหน่ง
ยกตัวอย่างเช่น สามารถลดจำนวนพนักงานลาออกจากแผนกละ 5 คน , การลดระยะเวลาการหาพนักงานใหม่จาก 2 เดือนเป็น 1 เดือน, การลดต้นทุนเทรนนิ่งต่อหัวให้เหลือที่ 1000 บาทเท่านั้น เป็นต้น
KPI แผนกการผลิต
สำหรับ KPI ของแผนกการผลิตจะสามารถวัดได้จากอัตราการผลิตและศักยภาพในการเลือกใช้ทรัพยากรพร้อมทั้งคุณภาพของผลิตภัณฑ์
ยกตัวอย่างเช่น เพิ่มอัตราการผลิต 15% ต่อไตรมาส, ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตให้ได้ 10% พร้อมทั้งรักษาความถูกต้องผลิตภัณฑ์ในระดับ 99% เป็นต้น
KPI แผนกบริการลูกค้า
ในส่วนของแผนกบริการลูกค้านั้น สามารถตั้ง KPI ได้หลายด้านด้วยกัน เช่น จำนวนคอมเพลนลูกค้า, อัตราการแก้ปัญหาครั้งแรก, คะแนนความพึงพอใจ, ค่า Net Promoter Score เป็นต้น
ยกตัวอย่างเช่น Key Performance Indicator ได้แก่ การเพิ่มคะแนนในระดับความพึงพอใจของลูกค้าที่ให้ได้ระดับ 5 จาก 150 คน, ลดจำนวนคอมเพลนจากเดิม 60 สายเป็น 30 สาย, สามารถลดระยะเวลาที่ลูกค้ารอสายจากเดิม 3.45 นาที เป็น 2.25 นาที เป็นต้น
หลักการตั้ง KPI เพื่อช่วยกระตุ้นทีมงานให้บรรลุเป้าหมาย
หลักในการตั้ง KPI เพื่อช่วยกระตุ้นทีมงานให้บรรลุเป้าหมายสามารถใช้หลักการ SMART KPI ที่ประกอบไปด้วย 5 หลักการสำคัญ ดังนี้
S – Specific
Specific คือ การตั้งเป้าหมายที่มีรายละเอียดต่าง ๆ ชัดเจนและจะต้องไม่กว้างจนเกินไป อย่างเช่น เพิ่มยอดขายสินค้า B 20% ในไตรมาสนี้ หรือ ลดเวลาในการตอบคำถามลูกค้าให้เหลือ 2 นาที เป็นต้น หลักการก็คือ ควรกำหนดการกระทำต่าง ๆ ให้ชัดเจนและมีขอบเขตที่จำกัด เพื่อให้ทีมงานได้เข้าใจเป้าหมายและสามารถทำตามกันได้อย่างถูกต้อง
M – Measurable
การวัดผลในเชิงสถิติ หมายถึง เป็นการตั้งเป้าหมายที่สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจนผ่านตัวเลข อย่างเช่น การกำหนดเพิ่มยอดขาย 15% หรือ ต้องการลดต้นทุนการผลิต 7% ภายใน 8 เดือน เป็นต้น ซึ่งการเลือกตัวชี้วัดที่เหมาะสมนั้นจะช่วยให้การประเมินความคืบหน้าชัดเจน และยังมีความเป็นรูปธรรมอีกด้วย
A – Achievable
เป็นการตั้งเป้าหมายที่สามารถทำได้จริงและสมเหตุสมผลเป็นหลัก โดยจะต้องพิจารณาจากทรัพยากรและข้อจำกัดต่าง ๆ ขององค์กรร่วมด้วย อย่างเช่น ขนาดของทีมงาน, งบประมาณ เป็นต้น โดยหลักการนี้ไม่ควรตั้งเป้าหมายที่สูงมากจนเกินไปจนกระทั่งเกินความสามารถ แต่ก็ไม่ควรตั้งเป้าหมายที่ต่ำมากจนเกินไปจนกระทั่งไม่เหลือความท้าทาย อย่างเช่น หากเป้าหมายของคุณคือต้องการเพิ่มยอดขาย ควรกำหนดเป้าหมายที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในช่วงนี้ แต่จะต้องคำนึงถึงกำลังของบริษัทในขณะนี้ร่วมด้วย
R - Realistic
สำหรับ Realistic หมายถึง การตั้งเป้าหมายที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์และความเป็นจริงเป็นหลัก โดยจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกระทบร่วมด้วย อย่างเช่น สภาพเศรษฐกิจ, ภาวะตลาด, ข้อจำกัดภายในองค์กร เป็นต้น โดยเป้าหมายที่ตั้งนั้นจะต้องสามารถทำได้ในบริบทที่เป็นปัจจุบัน และจะต้องไม่สูงจนเกินไปจนกระทั่งเกินความสามารถของทีม โดยที่คุณจะต้องเข้าใจด้วยว่าในบางกรณีอาจจะต้องปรับปรุงเป้าหมายให้เหมาะสมกับความเป็นจริงเท่านั้น
T - Timely
เป็นการกำหนดขอบเขตของเวลาให้มีความชัดเจนเพื่อที่จะทำงานให้บรรลุตามเป้าหมาย จนกระทั่งสามารถประเมินถึงความสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการตั้งกรอบเวลาจะช่วยให้ทุกคนภายในทีมได้รับรู้ว่าต้องทำอะไรบ้างและต้องทำเมื่อไหร่ ในส่วนนี้นับได้ว่าเป็นแรงกระตุ้นชั้นเยี่ยมที่ทำให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่มีขอบเขตเวลาการทำงาน ทีมงานอาจจะขาดความมุ่งมั่นและไม่สามารถประเมินผลได้ในที่สุด
การกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมจะช่วยให้สามารถติดตามความคืบหน้าต่าง ๆ ได้ พร้อมทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนแผนการทำงานได้อย่างทันท่วงที อย่างเช่น กำหนดว่าจะต้องเพิ่มยอดขายให้ได้ 10% ภายในระยะเวลา 5 เดือน หรือ ลดเวลาในการตอบคำถามลูกค้าให้เหลือแค่ 2 นาทีภายในระยะเวลา 1 เดือน
เทคนิคการเลือก KPI ให้มีความเหมาะสมกับองค์กร
สำหรับเทคนิคในการเลือก KPI ให้มีความเหมาะสมกับองค์กรสามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน ซึ่งแต่ละวิธีนั้นจะช่วยให้สามารถกำหนดตัวชี้วัดที่ตรงกับเป้าหมายพร้อมทั้งวิสัยทัศน์ขององค์กร โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. เริ่มต้นด้วยเป้าหมายของผู้ใช้และธุรกิจ
เทคนิคในการเลือก kpi คือ ให้เริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายของผู้ใช้และธุรกิจ เพื่อให้แน่ใจได้ว่า KPI ที่เลือกนั้นมีความสอดคล้องกับผลลัพธ์ที่ต้องการจริง ๆ อย่างเช่น หากต้องการอยากจะเพิ่มรายได้ KPI ควรวัดจากยอดขายหรือจำนวนลูกค้าใหม่เป็นหลัก จากนั้นให้เลือก KPI ที่วัดได้จริง อย่างเช่น ตัวเลขที่จับต้องได้เพื่อที่จะติดตามผลและประเมินได้แบบชัดเจน
นอกจากนี้ต้องเลือก KPI ที่มีความท้าทายและสามารถกระตุ้นทีมงานให้สามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งมีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์และกลยุทธ์ใหม่ ๆ เมื่อจำเป็น
2. ควรหลีกเลี่ยงตัวชี้วัดที่ไม่ทำให้ธุรกิจดีขึ้น
อีกหนึ่งเทคนิคในการเลือก kpi คือ ควรเลือก KPI ที่เกี่ยวข้องพร้อมทั้งสะท้อนถึงความสำเร็จของเป้าหมายธุรกิจได้อย่างจริงจัง และควรหลีกเลี่ยง KPI ที่เป็นแค่ข้อมูลและไม่สามารถนำไปสู่การปรับปรุงหรือทำการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ได้อีก อย่างเช่น ตัวชี้วัดที่ไม่มีความชัดเจนเพื่อใช้ในการวัดผล เป็นต้น
ทางที่ดีควรเลือกตัวชี้วัดที่มีผลกระทบโดยตรงกับผลลัพธ์ที่คุณต้องการ ตลอดจนกระทั่งสามารถช่วยให้ผู้บริหารรวมไปถึงทีมงานสามารถปรับปรุงกลยุทธ์พร้อมทั้งกระบวนการให้ดียิ่งขึ้นได้
3. ควรใช้ตัวชี้วัดทั้งในรูปแบบเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
การใช้ตัวชี้วัดทั้งในรูปแบบเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพนั้น หมายถึง การเลือก KPI ที่มีทั้งข้อมูลที่เป็นตัวเลขที่ชัดเจนและสามารถวัดได้ อย่างเช่น ยอดขาย, จำนวนลูกค้าใหม่ เป็นต้น และควรวัดความรู้สึกและความคิดเห็นที่ไม่สามารถวัดได้ด้วยตัวเลขโดยตรง อย่างเช่น ความพึงพอใจของกลุ่มลูกค้า, การรับรู้ของแบรนด์ เป็นต้น
ซึ่งการรวมกันของทั้งสองประเภทนี้จะช่วยให้สามารถประเมินผลได้แบบครบถ้วน ทั้งจากมุมมองด้านสถิติและคุณภาพ เพราะจะทำให้ได้ข้อมูลที่หลากหลายและลึกซึ้งยิ่งขึ้น
4. ควรใช้ทั้งตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ผ่านมาและการคาดเดาผลในอนาคตอันใกล้
การใช้ทั้งตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ผ่านมาและตัวชี้วัดในการคาดเดาผลในอนาคตอันใกล้ จะช่วยให้การวัดผลต่าง ๆ มีความรอบด้านมากยิ่งขึ้น ควรเริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ในอดีตที่ผ่านมาเพื่อประเมินประสิทธิภาพเสียก่อน หลังจากนั้นควรตั้งตัวชี้วัดที่จะช่วยคาดการณ์ในอนาคตอันใกล้ เพื่อที่จะใช้เป็นสัญญาณเตือนแบบล่วงหน้าและสามารถวางแผนเชิงรุกได้ทันเวลานั่นเอง
5. ควรทบทวนและปรับตัวชี้วัด KPI อย่างเป็นประจำ
อีกหนึ่งเทคนิคในการตั้ง kpi คือ การทบทวนพร้อมทั้งปรับตัวชี้วัด KPI อย่างเป็นประจำ ถ้าจะให้ดีควรทำอย่างน้อยในทุก ๆ ไตรมาสหรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญในองค์กร อย่างเช่น โครงสร้างองค์กร, สภาพตลาด, กลยุทธ์ เป็นต้น
โดยเริ่มจากการประเมินว่าในตอนนี้ KPI ที่เลือกใช้อยู่มีความสอดคล้องกับเป้าหมายในปัจจุบันขององค์กรหรือไม่ และควรวิเคราะห์ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาเพื่อปรับหรือทำการเปลี่ยน KPI ให้มีความเหมาะสมกับบริบทใหม่แทน เพื่อให้การวัดผลยังคงมีความแม่นยำและใช้ประโยชน์ได้จริง
ทำไมบางคนทำงานหนัก แต่ KPI ไม่ถึง
เพราะทำงานผิดจุด หลายคนต้องทำงานเยอะ แต่ไม่ใช่งานที่ส่งผลต่อ KPI สุดท้าย KPI ก็ไม่ถึงอยู่ดี
เพราะไม่เข้าใจ KPI จริง ๆ บางคนรู้ว่า KPI คืออะไรจึงมักจะให้ความสำคัญและใส่ใจเป็นพิเศษ แต่ก็ยังมีหลายคนที่ไม่รู้ว่าเชื่อมโยงกับงานอย่างไร จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ KPI ไม่ถึงนั่นเอง
เพราะไม่เคยวัดผลตัวเอง มีกลุ่มคนจำนวนมากที่รอให้หัวหน้าทำการประเมิน แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็ยังคงมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่พยายามวัดผลตัวเองทุกสัปดาห์ เพื่อมุ่งหวัง KPI และประสบความสำเร็จได้ในที่สุด
เทคนิคทำ KPI ให้ผ่านจริง
ควรทำงานแบบโฟกัสผลลัพธ์เป็นสำคัญ ในแต่ละวันคุณสามารถตั้งเป้าหมายให้กับตนเองได้เสมอ โดยที่คุณไม่ควรตั้งคำถามว่าวันนี้ต้องทำอะไรอย่างไร แต่ควรถามว่าอะไรที่ทำให้ KPI ขยับ และเล็งเป้าหมายไปที่งานนั้นแทน
ควรแปลง KPI เป็นแผนรายวันหรือรายสัปดาห์ เนื่องจาก kpi คือ เป้าหมายใหญ่ที่คุณใส่ใจ การทำงานและคอยติดตามผลลัพธ์ของตนเองแบบรายวันนับได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรพลาด
ควรใช้ข้อมูลที่วัดผลได้แทนความรู้สึก คุณไม่ควรคาดเดา แต่ควรดูผลลัพธ์ที่มีตัวเลขหรือจำนวนให้เห็นอย่างชัดเจน
ควรคุยกับหัวหน้างานให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น การพูดคุยกับหัวหน้างานให้มีความชัดเจนตั้งแต่ต้น นับได้ว่าเป็นสิ่งที่คุณไม่ควรพลาด เพื่อที่คุณจะรับรู้และเข้าใจเป้าหมาย ตลอดจนสามารถทำงานออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สรุป
kpi คือ เครื่องมือสำคัญเพื่อใช้วัดผลการทำงานของแต่ละแผนกขององค์กร ทั้งในระดับเชิงกลยุทธ์และแบบเชิงปฏิบัติการ ปัจจุบันสามารถแบ่งได้เป็น KPI แบบเชิงปริมาณที่สามารถวัดผลเป็นตัวเลข และ KPI แบบเชิงคุณภาพที่สามารถวัดผลจากความรู้สึกและพฤติกรรม ส่วนการตั้ง KPI ที่ดีนั้นควรใช้หลัก SMART ซึ่งประกอบไปด้วย ความชัดเจน, วัดได้, ทำได้จริง, เหมาะสมกับสถานการณ์และมีกรอบเวลา และถ้าหากต้องการอยากจะเลือก KPI ให้เหมาะสมกับเป้าหมายขององค์กร ควรหลีกเลี่ยงตัวชี้วัดที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ สิ่งสำคัญคือควรทบทวนและทำการปรับเปลี่ยนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อที่จะดำเนินงานอย่างมีทิศทางและสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง
สำหรับท่านใดที่กำลังมองหางานหรือต้องการอยากจะสมัครงาน วันนี้ทุกท่านสามารถค้นหางานและสมัครงานได้ง่าย ๆ ที่ Rongram Job เว็บไซต์หางานที่รวมบริษัทชั้นนำที่พร้อมมอบโอกาสดี ๆ และให้ความสำคัญกับผลงานจริง เนื่องจากหลายองค์กรได้เลือกใช้ KPI เพื่อเป็นเกณฑ์วัดศักยภาพเป็นสำคัญ ทำให้ทุกท่านมีโอกาสแสดงความสามารถพร้อมทั้งเติบโตตามผลงานได้จริง สามารถหางานที่ใช้กับองค์กรที่ให้ค่ากับผลงานของคุณได้แล้ววันนี้ที่ Rongram Job
เกี่ยวกับผู้เขียน

Joy writer
ผู้เขียนบทความเกี่ยวกับการทำงานในอุตสาหกรรมโรงแรมและท่องเที่ยว
บทความที่เกี่ยวข้อง

pm 2.5 คืออะไร? อันตรายแค่ไหน รวมสาเหตุ วิธีป้องกัน และไอเทมสู้ฝุ่นที่ต้องมี

14 วิธีแก้ง่วงตอนทำงาน แก้ง่วงตอนบ่ายได้ผลจริง ไม่ต้องพึ่งกาแฟ

ตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน ต้องตรวจอะไรบ้าง พร้อมแชร์เทคนิคเตรียมตัวให้ผ่านฉลุย

17 อาชีพเสริมสร้างรายได้หลังเลิกงาน ทำที่บ้านได้ ได้เงินจริง อัปเดต 2569

เจาะลึกเรื่อง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พร้อมตอบทุกข้อสงสัยที่มนุษย์เงินเดือนควรรู้!

